จริงหรือ!! วิกฤตโควิด-19 สะเทือนถึง Walt Disney

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลก นอกจากจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ New Normal ในบางธุรกิจแล้ว ก็ยังทำให้บางธุรกิจต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าวิกฤตครั้งไหนๆ เช่นเดียวกับ “ราชาการ์ตูนโลก” อย่าง “Walt Disney” (DIS) เพราะในช่วงที่ทุกคนต้อง #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้เมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา DISNEY ประกาศหยุดให้บริการ“สวนสนุกดิสนีย์แลนด์” ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึง “โรงแรมดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท”

ก่อนจะประกาศหยุดจ่ายเงินเดือนพนักงานกว่าหนึ่งแสนคนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานในสวนสนุกและโรงแรม ซึ่งประกาศดังกล่าวเกิดขึ้น หลังผู้บริหารระดับสูงอย่าง “บ๊อบ ไอเกอร์” ประธานกรรมการบริหาร ประกาศไม่รับเงินเดือนในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะที่ “บ๊อบ ชาเปก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอลดเงินเดือนของตัวเองลง 50% เพื่อช่วยเหลือองค์กรที่กำลังเจอศึกครั้งใหญ่ ซึ่งการหยุดจ่ายเงินในครั้งนี้จะช่วย Walt Disney ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (อ้างอิงข้อมูล The Financial Times)

ปัจจุบัน Walt Disney มีสวนสนุกทั้งสิ้น 6 แห่งทั่วโลก คือ 1. ดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย 2. ดิสนีย์เวิลด์ ออเรนโด้ ฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา 3. โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ญี่ปุ่น 4. ดิสนีย์แลนด์ ปารีส ฝรั่งเศสม 5. ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ และ 6. เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ จีน

โดยกิจการสวนสนุกและโรงแรมสร้างเงินให้ Walt Disney ประมาณ 24,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ตลอดทั้งปี (อ้างอิงข้อมูล The Financial Times) ขณะที่ต้นทุนค่าแรงพนักงานของ Walt Disney คิดเป็น 33% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูล JPMorgan)

ทีม  BLS Global Investing มอง Walt Disney อย่างไร ?

จากการสั่งปิดสวนสนุกครั้งแรกของ องค์กรอายุเกือบ 100 ปี  นับจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น เอฟ. เคนเนดี และเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 “ทีม  BLS Global Investing” ของหลักทรัพย์บัวหลวง มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า

รุปประกอบบทความ 1

“Walt Disney (DIS) อาณาจักรสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ ไม่ได้มีรายได้มาจากสวนสนุกและรีสอร์ทเท่านั้น แต่รายได้มาจากส่วนอื่นด้วย ปัจจุบันมีรายได้หลักมาจาก 2 ธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจสื่อบันเทิง และ 2.ธุรกิจสวนสนุกและธุรกิจลิขสิทธิ์การ์ตูน สัดส่วนเฉลี่ย 35.2% และ 35.5% ตามลำดับ (หากเทียบกับรายได้ของ Netflix ราว 98% มาจากธุรกิจวีดีโอสตรีมมิ่ง)”

ความน่าสนใจของ Walt Disney อยู่ตรงนี้!!! จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนทำให้คนจำเป็นต้องอยู่บ้าน ส่งผลให้แพลทฟอร์มสตรีมมิงความบันเทิงของ Walt Disney ที่มีชื่อว่า “ดีสนีย์ พลัส “ (Disney+) ได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบันบริการวิดีโอตัวใหม่ Disney+ มียอดสมาชิกทะลุ 50 ล้านรายแล้ว ภายในเวลาไม่ถึง 5 เดือน ขณะที่ Netflix ใช้เวลาถึง 7 ปี

โดยในช่วงเดือนต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ยอดสมาชิก Disney+ พุ่งขึ้น 23.5 ล้านราย จากสมาชิกในสหรัฐฯที่เติบโตโดดเด่น หลังภาพยนตร์ยอดฮิตอย่าง Frozen 2 และ Onward ถูกปล่อยฉายในแอปพลิเคชัน ทั้งนี้คาดว่าความนิยมจะมากขึ้นอีก หลังบริษัทเตรียมปล่อย Disney+ ในฝรั่งเศส ,อิตาลี ,สเปน ,ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น ในเร็วๆนี้

สอดคล้องกับข้อมูลผลสำรวจของบริษัทวิเคราะห์ทีวี EDO ที่ระบุว่า พฤติกรรมของชาวสหรัฐฯ จำนวน 6,809 คน เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 1 ใน 5 สมัครเป็นสมาชิกผู้ให้บริการสตรีมมิงเจ้าใหม่อย่าง Disney+ ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 29% รองลงมาเป็น Hulu 21% ซึ่งเป็นของ Walt Disney เช่นกัน ส่วนของ Netflix มีสัดส่วนอยู่ที่ 15%  โดย Disney ได้ใช้ความได้เปรียบนี้ วางกลยุทธ์รวมบริการทั้ง Hulu และ ESPN ในราคาเพียง 12.99 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเท่ากับราคาให้บริการ Netflix

รูปประกอบบทความ 3

ปัจจุบัน Social Media สื่อบันเทิง รวมทั้งการสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก โดยราว 60% ของคนทั่วโลกมีการเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่างๆแล้ว และต้นปีที่ผ่านมามียอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกถึง 4.5 พันล้านคน และอาจเติบโตแตะ 5.3 พันล้านคน ภายในปี 68 นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนยังใช้งานอินเทอร์เน็ต และสื่อออนไลน์มากขึ้น หลังต้องทำงานกักตัวอยู่ในบ้น และติดต่อสื่อสารโดยใช้สื่อออนไลน์แทนในการทำงานไปจนกระทั่งการเล่นเกม และดูวีดีโอสตรีมมิ่ง เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

ข้อมูลของ Morgan Stanley เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า ยังคง Rating Overweight แต่ปรับเป้าลงจาก 170 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 130 เหรียญสหรัฐฯ หลังรายได้ธุรกิจสวนสนุกอาจลดลงประมาณ 4-5% ต่อปี ไปจนถึงปี 64 และคาดว่าจะกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในเดือนก.ค.ขณะเดียวกันยังมองว่า ธุรกิจวีดีโอสตรีมมิ่งอาจเติบโตได้ดี โดยคาดว่า ยอดผู้ใช้งาน Disney+ จะเพิ่มขึ้นแตะ 110 ล้านคน ภายในปี 67

“ในช่วงปี 51-52 ที่เกิดวิกฤตการเงินโลก รายได้สวนสนุกในสหรัฐฯ ของ Walt Disney ลดลงเพียง  3% ต่อปี ซึ่ง Morgan Stanley คาดว่า รายได้ในธุรกิจดังกล่าวจะฟื้นตัวได้เหมือนในอดีต และจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 65 ฉะนั้นหากพ้นช่วงวิกฤตโควิด-19 หุ้น Disney น่าจะฟื้นได้ดีกว่า”

รูปประกอบบทความ 2

อ้างอิงข้อมูล : บทวิเคราะห์ทีม BLS Global Investing ของหลักทรัพย์บัวหลวง
อ้างอิงรูป : เว็บโซด์ disneyworld

ติดตามความรู้ทางด้านการลงทุนดีๆ กับพวกเราได้ที่…

Facebook_Logo_(2019) youtube-icon-logo-05A29977FC-seeklogo.com tt

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น