ศึกธุรกิจ Video Streaming ระดับโลกระหว่าง Netflix Disney + และ Apple TV+

3

ถ้าพูดถึงหนึ่งธุรกิจที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราในปัจจุบัน ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจการให้บริการ Video Streaming นั้นมีบทบาทขึ้นมากๆ จากหลายปีก่อนที่เรานั้นจำเป็นต้องจ่ายค่าเคเบิลทีวีที่สามารถดูได้ผ่านทีวีเพียงแค่ 1 เครื่อง แต่ปัจจุบันนี้การให้บริการ Video Streaming ได้เข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้น สามารถดูภาพยนตร์เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ผ่านหลากหลายช่องทางโดยปราศจากโฆษณา วันนี้ทางทีม BLS Global Investing จะมาเล่าให้ฟังถึงธุรกิจน่าสนใจอย่างไร และมีผู้ประกอบการรายไหนบ้าง ที่จะเข้ามาตีตลาดธุรกิจนี้

Video Streaming Service คือ การให้บริการการดูสื่อมีเดียแบบ On-demand ซึ่งแปลว่าเราจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งทีวี มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ โดยธุรกิจนี้ได้รับความนิยมมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากถือเป็นการให้บริการทีคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้งานเป็นหลัก หรือยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยผู้ให้บริการธุรกิจนี้ก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ Youtube Amazon Prime Netflix และล่าสุดหลายแบรนด์ดังก็กำลังจะเริ่มตบเท้าเข้ามาเปิดให้บริการนี้แล้ว อย่าง Disney + และ Apple TV+

1

2ในสิ้นปี 2018 มีผู้ใช้บริการ Video Streaming อยู่ทั้งหมด 250 ครัวเรือนทั่วโลก โดยทาง Strategy Analytics ได้คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้บริการ Video Streaming จะแตะ 450 ครัวเรือน ภายในปี 2020 นอกจากนี้ทาง Statista เองได้ประมาณการว่ารายได้จากธุรกิจ Video Streaming จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยประเทศที่สร้างรายได้จากธุรกิจที่มากที่สุดก็คือสหรัฐฯ

 

โดยในปีนี้ทาง Disney ประกาศว่าจะเปิดตัวการให้บริการ Video Streaming ผ่านแบรนด์ Disney+ ในราคา $6.99 ต่อเดือน ซึ่งถือว่าถูกกว่าการให้บริการของเจ้าอื่นๆ นอกจากนี้ ทาง Disney ก็ได้เผยแผนการรวมบริการ Disney+ Hulu และ ESPN+ เข้าด้วยกันในราคา $12.99 ต่อเดือน ซึ่งราคาเท่ากับ Member Subscription ของ Netflix โดยการเปิดตัวการให้บริการ Video Streaming อาจไม่ได้เป็นการดึงผู้ใช้งานย้ายจาก Netflix มายัง Disney ทันที แต่ก็เป็นการจำกัดโอกาสที่ Netflix จะสามารถขึ้นราคา Subscription ได้ ยกตัวอย่างเช่นไตรมาสล่าสุด รายได้ของ Netflix ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ เนื่องจากยอด Subscription ลดลงจากการเพิ่มราคาในส่วนของการให้บริการในสหรัฐฯ

Content ที่น่าสนใจเปรียบเทียบ Content ระหว่างทั้ง 2 บริการ

ผู้บริหาร Disney+ กล่าวว่าในช่วงเริ่มต้นจะมีภาพยนตร์ทั้งหมดประมาณ 400-500 เรื่อง พวกซีรีส์จำนวน 7,500 ตอน ซึ่งหากเทียบจำนวนแล้วยังไม่ถึง 15% ของปริมาณภาพยนตร์และซีรีส์ที่ Netflix มีอยู่ ซึ่งมีจำนวนเป็นภาพยนตร์ 4,000 เรื่อง และซีรีส์ถึง 47,000 ตอน

4แต่จุดเด่นที่น่าสนใจคือ Disney+ จะมีการนำภาพยนตร์แบบ Exclusive ของ Marvel มาเข้าร่วม ซึ่งจะไม่ได้ฉายที่อื่น หรือผ่าน Streaming Service ของที่อื่น นอกจากนี้ทาง Disney ยังเผยแผนเพิ่มเติมว่าจะทำภาพยนตร์ภาคต่อของหนัง Marvel ต่างๆ โดยจะให้เข้าชมได้ผ่าน Disney+ เท่านั้น

Disney+ ได้ประโยชน์โดยตรงจากจำนวนภาพยนตร์มหาศาล ที่บริษัทได้ถือทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ นอกจากนี้การที่ Disney เข้าซื้อ Fox Entertainment ล่าสุดในเดือนมีนาคม ช่วยเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ และซีรี่ส์ที่ Disney สามารถนำมารวมในการให้บริการ Disney+ อย่างมาก เช่น การ์ตูนดังอย่าง The Simpsons และภาพยนตร์อย่าง X-Men, Deadpool, and Avatar.

5ล่าสุด Disney เองประกาศว่าจะมีการปรับเปลี่ยนสัญญาการเช่า License ภาพยนตร์กับทาง Netflix ซึ่งปัจจัยนี้อาจเป็นแรงกดดันให้ Netflix ต้องรีบสร้าง Content ของตนเองให้เร็วขึ้น ด้าน Netflix เองก็เน้นการสร้าง Content ของตนเองในส่วนของ Netflix Originals โดยซีรีส์ยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วโลกอย่าง Stranger Things ที่ยอดผู้เข้าชมแตะ  40.8 ล้านคนภายใน 4 วัน หลังจากที่เปิดภาย Season 3 อย่างไรก็ตาม Netflix ล่าสุดเพิ่งเสียซีรีส์ 2 เรื่องหลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 2018 ของ Netflix อย่าง Friends และ The Office เนื่องจากสัญญาการฉายที่เพิ่งหมดไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Netflix ต้องรีบเร่งพัฒนา Content เพื่อที่จะสามารถดึง Subscribers ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ Content ของ Disney+  อาจถูกมองว่าเหมาะกับผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เช่น แฟนตัวยงของการ์ตูน Disney หรือ Marvel หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็กที่ชอบดูการ์ตูนเท่านั้น โดย Disney+ สามารถดึงผู้ใช้งานได้ประมาณ 20-25 ล้านคน ในช่วง 5 ปีแรกซึ่งส่วนใหญ่จะอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งจะค่อนข้างแตกต่างจาก Netflix ที่มี Content ครอบคลุมสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย จนทำให้การดู Netflix ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งชีวิตประจำวันไปแล้ว อีกทั้ง Netflix เองก็ได้เปรียบจากฐานลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวน 151 ล้านคน ครอบคลุม 190 ประเทศทั่วโลก

6

Apple กับการให้บริการ Apple TV+ 

เทคยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ได้เปิดตัวการให้บริการ Video Streaming ผ่าน Apple TV+ โดยจะเปิดให้บริการเดือนพฤศจิกายน เช่นเดียวกันในราคา $9.99 ต่อเดือน โดยทาง Apple นั้นไม่ได้เน้นการผลิต Content ในจำนวนมากเหมือนอย่าง Netflix  แต่จะเน้นการสร้าง Content ให้มีคุณภาพมากกว่า เนื่องจากทาง Apple เองเชื่อว่าตนเองไม่ได้มีจุดแข็งหลักในการสร้าง Content เลยตั้งใจว่าจะออก Content ใหม่ในทุกๆ เดือน ดังนั้นคู่แข่งโดยตรงของ Apple นั้นอาจไม่ใช้ Netflix หรือ Disney แต่จะเป็น HBO แทน

ล่าสุด Apple เผยแผนว่าจะใช้เงินประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการสร้าง Content ซึ่งถือว่าต่ำกว่าจำนวนที่คู่แข่งใช้เป็นทุนสำหรับการสร้าง Content มาก โดย Netflix มี  Budget Content อยู่ประมาณ 13 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ Apple เองกล่าวว่าบริษัทของตนเองนั้นไม่ใช้บริษัทมีเดีย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทุ่มทุนสร้าง Content มากมาย อีกอย่าง หาก Apple ตั้งใจจะลงทุนในการสร้าง Content เพิ่มเติม Apple เองก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เนื่องจาก Apple ถือเงินสดอยู่ทั้งหมดประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ Netflix ถือเงินสดอยู่ทั้งหมดประมาณ 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

Sources: Disney, Netflix, Apple, CNBC

หากท่านใดสนใจลงทุนในหุ้นที่ประกอบธุรกิจ Video Streaming กับ BLS Global Investing
สามารถเปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศได้ง่ายๆ

สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีหุ้นกับหลักทรัพย์บัวหลวง

  • ดาวน์โหลดชุดเปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศ คลิกที่นี่
  • สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีบัญชีหุ้นกับหลักทรัพย์บัวหลวง : ต้องดำเนินการเปิดบัญชีหุ้น พร้อมเปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศ

** เมื่อกรอกรายละเอียดแล้ว…กรุณาส่งเอกสารถึงผู้แนะนำการลงทุนของท่าน

หรือ ฝ่ายบัวหลวงอินเวสเมนท์สเตชั่น (1-7 อาคารซิลลิคเฮ้าส์ Unit 1A ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500)

สอบถามข้อมูลได้ที่ BLS Customer Service หรือ 02-618-1111

หรือ อ่านบทความเกี่ยวกับ BLS Global Investing…คลิกที่นี่

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น