5 หุ้นยอดฮิตตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม ประจำเดือนมกราคม 2564

ในเดือนมกราคมปี 2564 ที่ผ่านมา 5 หุ้นยอดฮิต ประจำตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม จะมีตัวไหนบ้าง แต่ละบริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรในปีที่ผ่านมาอย่างไร ทีม BLS Global Investing หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ 😁

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Slide1 (2)

1. Tesla Inc. (TSLA)

หากพูดถึงธุรกิจของ Tesla คงจะอดนึกถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างรถ “Model 3” และ “Model S” ไปไม่ได้ จากรูปจะเห็นตัวเลขจำนวนรถ EV ที่ถูกผลิตและยอดส่งมอบรถทั้งหมดในปี 2563 แบ่งตาม 2 โมเดลยอดฮิต ดังภาพ

ตารางแสดงยอดผลิตและส่งมองของ 2 รุ่นยอดฮิตปี 63

1Source: ir.tesla.com

1

Tesla เปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิที่ระดับ 721 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 21,600 ล้านบาท) เทียบกับเมื่อปี 2562 ที่บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิที่ 629 ล้านบาท (ประมาณ 18,900 ล้านบาท) ถึงแม้การระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 จะส่งผลทำให้ยอดขายและยอดการผลิตในสหรัฐฯ ลดลงก็ตาม

2. Amazon.com Inc. (AMZN)

ปัจจุบันรายได้หลักของ Amazon มาจากการให้บริการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ “Amazon.com” โดยในปี 2563 สัดส่วนรายได้จาก “Amazon.com” อยู่ที่ 51% ของรายได้รวม และในปัจจุบันมูลค่าบริษัทของ Amazon อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 51 ล้านล้านบาท) นอกจากธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซแล้ว Amazon ยังมีธุรกิจการให้บริการคลาวด์ (AWS) การโฆษณาดิจิตัล การขายสินค้าประเภทอาหารสด (Groceries) การขายยา อีกทั้ง Amazon ยังสร้างและพัฒนา Ecosystem และโปรแกรมผู้ช่วยส่วนตัว “Alexa” พร้อมทั้งแพลตฟอร์มวิดีโอ “Amazon Prime” เป็นต้น

2

ในปี 2563 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 386.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ11.6 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับรายได้รวมปี 2562 ที่ 280.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8.4 ล้านล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 21.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 0.6 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ประมาณ 83.6%

3. Nio Inc. (NIO)

“Tesla แห่งประเทศจีน” รายได้และยอดขายรถยนต์เติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้ในปัจจุบันบริษัทฯ จะยังไม่ได้ทำการประกาศงบไตรมาส 4 ปี 63 ออกมา แต่ทาง Bloomberg Consensus คาดการณ์รายได้ Nio ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) โดยรายได้หลักของบริษัท Nio มาจากการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% ปัจจุบันรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุด ได้แก่ ES6s, ES8s, และ EC6s ตามลำดับ

3

4. Apple Inc. (AAPL)

ทุกท่านคงจะรู้จักนี้กันดีอยู่แล้ว ซึ่งรายได้หลักก็คงจะหนีไม่พ้น การจำหน่ายฮาร์ดแวร์อย่าง iPhone ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ในไตรมาส 1 ปี 2564 (รอบบัญชี 1 ต.ค. 2563 – 26 ธ.ค. 2563) ที่สัดส่วน 59% และหากมองที่รายได้รวม Apple สามารถทำรายได้ไตรมาส 1 ปี 2564 นับเป็น all-time high ซึ่งรายได้รวมอยู่ที่ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นคิดเป็น 21% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 ในขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเหตุผลหลักมาจากยอดขายของ iPhone 12 ที่ทำการเปิดตัวไปในช่วงปลายปี 2563 ได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดี (รุ่นที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ได้แก่ iPhone 12 รองลงมา คือ รุ่น 12 Pro และ 12 Pro Max ตามลำดับ)

4

5. Paypal Holdings Inc. (PYPL)

ธุรกิจของบริษัท Paypal นับว่าเป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านการเงินที่ใช้เทคฯเข้ามาช่วยเช่นกัน โดยรายได้หลักของธุรกิจนี้มาจากค่าธรรมเนียมที่ได้รับ เมื่อลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงิน หากมองที่จำนวนบัญชี Active account จำนวนบัญชีเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้รวมของธุรกิจ

11

22

Source: PayPal’s Q3-20 Investor Update

ในขณะเดียวกัน Paypal ยังเข้าไปลงทุนกับพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างบริการใหม่ อาทิ “Venmo Credit Card” ซึ่งให้บริการสำหรับการแบ่งจ่ายกับเพื่อน ผ่านแอปพลิเคชันอย่างง่าย พร้อมทั้งยังสามารถชำระเงินผ่าน QR code ภายในแอปฯได้อีกด้วย หรือแม้แต่ “Buy Now Pay Later” ซึ่งเป็นการให้บริการผ่อนจ่ายสำหรับลูกค้า โดยลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยใด ๆ (แต่จะเสีย Late Fee หากลูกค้าชำระเงินคืนช้ากว่ากำหนด) สามารถทำธุรกรรมง่าย ๆ ผ่านแอปฯ PayPal Wallet ได้เลย

5

มาดู 5 หุ้นยอดฮิต ใน “ตลาดหุ้นฮ่องกง” กันบ้างนะคะ

Slide2 (3)

1. YeahKa Ltd. (9923)

บริษัทเทคฯ ผู้ให้บริการในประเทศจีน โดย YeahKa เป็นผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน เน้นไปที่ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเข้าไปช่วยพัฒนาระบบการชำระเงินหน้าแรก ทั้งแบบการจ่ายแบบดั้งเดิม ด้วยการใช้บัตรเดบิตและเครดิต หรือจะเป็นการชำระเงินแบบ QR code เป็นต้น ภายใต้กลุ่มธุรกิจ “One-stop Payment”

Yeahka ยังดำเนินธุรกิจด้าน SaaS หรือ Software as a Service ที่ต้องการจัดการระบบการชำระเงินให้กับร้านค้า ซึ่งอาจใช้ควบคู่ไปกับ “Smart Shopkeeper” ซอฟต์แวร์ที่ช่วยจัดการการทำงานภายในร้านอาหาร เช่น การสั่งอาหาร เป็นต้น

พร้อมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ อาทิ ระบบ AI ที่ช่วยในการตรวจสอบใบหน้า (Face recognition) การให้บริการด้านการตลาด หรือแม้แต่การใช้ AI ในการสร้างแพลตฟอร์มการให้บริการกับลูกค้าของร้านค้าต่าง ๆ แบบ B2B อีกด้วย

62. Yidu Tech Inc. (2158)

อีกหนึ่งบริษัทจากประเทศจีน “Yidu Tech” เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านการแพทย์ ควบคู่ไปกับการนำเทคฯเข้ามาใช้ หรือสามารถจัดอยู่ในบริษัทฯในกลุ่ม “เทคโนโลยีทางการแพทย์” โดย Yidu นั้น นำ Big data และ AI เข้ามาช่วยในการพัฒนาและดำเนินแพลตฟอร์มข้อมูลทางการแพทย์อัจฉริยะ (Medical data intelligence platform) โดยรายได้หลักของ Yidu นั้นมาจากกลุ่มผู้ออกนโยบายและรัฐบาลของประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ 76% ของรายได้ไตรมาส 2 ปี 2563 และรองลงมาเป็นรายได้จากกลุ่มโรงพยาบาลในสัดส่วน 7% ของรายได้รวมไตรมาส 2 ปี 2563 เช่นกัน

แหล่งรายได้หลักของ Yidu Tech มาจากการให้บริการแพลตฟอร์ม Big data และ Solution ให้กับระบบสุขภาพของประเทศและของกลุ่มโรงพยาบาล เพื่อใช้แพลตฟอร์มในการจัดการระบบภายในองค์กร รวมไปถึงการทำวิจัยทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาคนไข้ควบคู่กันไป อีกทั้ง Yidu ยังมีแพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ “CausaHealth” ที่เพิ่งทำการเปิดตัวในปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยในการงานวิจัยของทีมแพทย์และจัดการดูแลคนไข้ ณ 30 มิ.ย. 2563 มีจำนวนแพทย์ active ที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มทั้งหมด 7,000 คน และ ณ 30 ก.ย. 2563 มีจำนวนแพทย์ที่เข้าร่วมทั้งหมด 29,900 คน นอกจากนั้นแล้ว Yidu ยังพัฒนาเทคฯด้านประกันสุขภาพและการจัดการด้านโรคภายใต้ชื่อ “CausaCloud” อีกด้วย

7

3. Xiaomi Corp. (1810)

รายได้หลักนั้นมาจากธุรกิจจำหน่ายสมาร์ทโฟน โดยรายได้ไตรมาส 3 ปี 2563 อยู่ที่ 72.2 พันล้านหยวนจีน ซึ่งสูงกว่ารายได้ปี 2562 ที่ 34.5% อีกทั้งกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.1 พันล้านหยวนจีน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ 18.9% และหากมองด้านของรายได้ของการจำหน่ายสินค้าประเภท Internet of Things (IoTs) และสินค้า Lifestyle จะเห็นว่าสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560, 2561, และ 2562 ที่ 21%, 25%, และ 30% ของรายได้รวม ตามลำดับ พร้อมทั้งเมื่อไตรมาส 3 ปี 2563 ที่ผ่านมา รายได้จากการจำหน่ายสินค้า IoTs อยู่ที่ 18.1 พันล้านหยวนจีน (ประมาณ 84,100 ล้านบาท) ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นมา 16.1% เมื่อเทียบกับรายได้ไตรมาส 3 ปี 62

8

4.  Alibaba Holding Group Ltd. (9988)

ธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อขายทั้งแบบ B2B และ B2C รายใหญ่ของประเทศจีน เปรียบเสมือนการนำทั้งผู้ที่ต้องการขายและผู้ที่ต้องการซื้อสินค้า ทั้งแบบปลีกและแบบส่งมาเจอกันและทำธุรกรรมกันผ่านแพลตฟอร์มของ Alibaba ซึ่งรายได้ของ Alibaba เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักเกิดจากจำนวนผู้ใช้แพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดไตรมาส 3 ปี 2564 (รอบบัญชีตุลาคมธันวาคม 2563) บริษัทฯ เปิดเผยรายได้โต 37% เทียบกับปีก่อน และรายได้จากธุรกิจหลัก อย่างธุรกิจการให้บริการแพลตฟอร์มค้าขายเพิ่มขึ้น 38% เทียบกับปีก่อนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ใช้ Active รายปี 63 อยู่ที่ 779 ล้านราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ประมาณ 10%

33

Source: Alibaba Investor relations

9

5Weimob Inc. (2013)

เรียกได้ว่า Weimob เป็นเพื่อนคู่ใจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยให้บริการในรูปแบบของ SaaS หรือ Software as a Service ที่จัดทำแพลตฟอร์มสำหรับค้าขาย เพื่อช่วยจัดการระบบหลังบ้านให้กับธุรกิจต่าง ๆ ได้ โดยสินค้า SaaS แบ่งออกเป็น “Commerce Cloud” อาทิ Smart Retail, Smart Restaurant, Ke Lai Dian เป็นต้น “Marketing Cloud” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำการตลาดให้กับธุรกิจ และ “Sales Cloud” แพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการคนขายให้ขายเก่งขึ้นและเร็วขึ้น ผ่านการจัดการข้อมูลของลูกค้าด้วยระบบคลาวด์ เป็นต้น

รายได้ของ Weimob เติบโตขึ้นต่อเนื่อง ปัจจัยหลักเกิดจากจำนวนร้านค้าที่ทำการ Subscribe ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยครึ่งปีแรก ปี 2563 จำนวนร้านค้าที่จ่ายบริการรายเดือน SaaS อยู่ที่ 15,726 ราย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปี 2562 ที่ 42% ในขณะที่รายได้รวมครึ่งปีแรกปี 2563 อยู่ที่ 957 ล้านหยวนจีน (ประมาณ 4,500 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีก่อนที่ 46%

10

มาดู 5 หุ้นยอดฮิต ใน “ตลาดเวียดนาม” กันบ้างนะคะ

Slide3 (2)

1. Airport corp. of Vietnam JSC (ACV)

ผู้ดำเนินธุรกิจบริการสนามบินหลายแห่งของเวียดนาม ในปัจจุบัน ACV ดำเนินธุรกิจสนามบินกว่า 21 แห่ง ซึ่งจะเห็นว่าในปี 2563 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้สนามบินหยุดการดำเนินงานไป โดยจะเห็นว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 (เดือนเม.ย.- มิ.ย.) ซึ่งนับว่าเป็นช่วงของการระบาดโควิดที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น รายได้ของ ACV อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านเวียดนามดอง (1,400 ล้านบาท) ซึ่งลดลงคิดเป็น 76.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งบริษัทฯขาดทุนที่ 356 พันล้านเวียดนามดอง (ประมาณ 463 ล้านบาท)

11

2. Digiworld Corp. (DGW)

ผู้ให้บริการสินค้าซอฟต์แวร์ทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เครื่องใช้สำนักงาน พริ้นเตอร์ และสแกนเนอร์ โดยเป็นผู้จัดส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้กับเจ้าใหญ่หลายเจ้ากว่า 30 แบรนด์นอกประเทศเวียดนาม เช่น Apple, Xiaomi, Lenovo, Acer, Asus, HP, Samsung, Toshiba เป็นต้น นับว่ารายได้ของ Digiworld เติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกปี 2563 กำไรหลังหักภาษีเพิ่มขึ้น 55% จากครึ่งปีก่อน

123. Vinhomes JSC (VHM)

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คล้ายกับ Land and House (LH) ของไทย บริษัทฯ เปิดเผยตัวเลขรายได้จากการจำหน่ายอสังหาฯ ทั้งปี 2563 ที่ 93.9 ล้านล้านเวียดนามดอง (ประมาณ 122,000 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน คิดเป็น 44% ถึงแม้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในขณะที่กำไรขั้นต้นจากการจำหน่ายอสังหาฯในปี 2563 อยู่ที่ 46%

13

4. HDBank (HDB)

ธนาคารรายใหญ่ของเวียดนาม ซึ่งนับว่าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ด้านการดำเนินธุรกิจ HDBank มีสาขาและสำนักงานอยู่ทั้งหมด 303 สาขาในเวียดนาม โดยมูลค่าเงินกู้ (Loan Book) ของ HDBank เติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนก.ย. 2563 มูลค่าเงินกู้ของบริษัทฯ อยุ่ที่ 164 ล้านล้านเวียดนามดอง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 17.3% โดยหากดูที่พอร์ตเงินให้กู้ของ HDBank ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ต่อ SME รองลงมาจึงเป็นเงินให้กู้ต่อรายย่อยที่ 49% และ 38% ตามลำดับ

14

5. Vietnam International JSB หรือ Vietnam International Bank (VIB)

บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินในประเทศเวียดนาม ทั้งการให้บริการกู้เงิน ฝากเงิน ประกันภัย ฯลฯ นับว่าหุ้นน้องใหม่ ที่เพิ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นโฮจิมินห์ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา อีกทั้งในปัจจุบัน VIB มีจำนวนสาขาและออฟฟิศให้บริการทางการเงินรวมกันที่ 192 สาขา

สินค้าที่ให้บริการ 

4444Source: VIB.com

15

จบไปแล้วนะคะ สำหรับบทความ Knowledge sharing ในสัปดาห์นี้ ที่เรานำเสนอการเติบโตของรายได้และกำไรในอดีตจนถึงปัจจุบันมาให้ดูกัน เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านได้ติดตามตัวเลขที่สำคัญทางการเงิน เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนของท่านได้ เพราะเราเชื่อว่าข้อมูลทางการเงินพื้นฐาน อาทิ อัตราการเติบโตของรายได้ กำไร และขาดทุนสุทธิ เป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ก่อนการลงุทน สำหรับต้นเดือนหน้า หุ้นยอดฮิตจะเป็นหุ้นอะไร และเราจะนำเสนอความรู้ในมุมมองไหน ติดตามกันนะคะ

#5หุ้นยอดฮิต #January2021 #BLSGlobalInvesting #หลักทรัพย์บัวหลวง

Source: Bloomberg, Tesla, The New York Times, Amazon, Nio, MacRumors, PayPal, Yeahka, Yidu HKEXNews, VNExpress, Xiaomi, Alibaba, Weimob, Vinhomes, HDBank, VIB.com, ACV,KrASIA, MarketScreener, Vietnamairport.vn, Digiwolrd.com.vn, ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. 65

อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 30.01 บาท, 1 หยวนจีน เท่ากับ 4.65 บาท, 1,000 เวียดนามดอง เท่ากับ 1.3 บาท

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่