ทำไม!! “หุ้น Tech ตลาดสหรัฐ” น่าสนใจ

จบแล้ว!! สำหรับสัมมนาพิเศษ “เจาะเทรนด์…เฟ้นหุ้น” สายเทคโนโลยีในสหรัฐฯ!! ตัวไหนเด็ด ตัวไหนโดน และ Business Model บริษัทเทคชั้นนำรายไหนโดดเด่น “ทีม BLS Global Investing” ค่ายหลักทรัพย์บัวหลวง ควงแขนหนึ่งในตองอูผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี “คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Brand Inside และเว็บไซต์ Blognone.com มานั่งวิเคราะห์โมเดลธุรกิจให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ใครฟังสดไม่ทัน “เม่าจำไม By Bualuang Securities” สรุปฉบับย่อมาให้อ่านกัน…

75361019_10156903927548277_7276214073086181376_o

(คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Brand Inside และเว็บไซต์ Blognone.com)

เคลียร์พื้นที่ให้ “หุ้นเทค”

คุณเอิร์ธ รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ตอบคำถามนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมที่เน้นออนไลน์มากขึ้น ผลักดันให้งบการเงินในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 เติบโตได้ดีกว่าคาด ขณะเดียวหุ้นเทคใน S&P 500 ยังให้ผลตอบแทน นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันที่ระดับ 34.8% (ตัวเลข ณ วันที่1 พ.ย.62) Outperform ดัชนี S&P 500 ที่สร้างผลตอบแทนระดับ 21.2%

หากมองไปในอนาคตก็มีความเชื่อว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงมีอัตราเติบโตต่อเนื่องไปพร้อมกับนวัตกรรมของโลกอนาคต เพราะวันนี้การเข้ามาของเทคโนโลยีกำลังทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมต้องลุกขึ้นมาปรับตัว หากวงการไหนยังทำตัวเหมือนเดิม สุดท้ายก็จะถูกเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ไม่เว้นแม้แต่ “ธุรกิจโรงพยาบาล” ที่ปัจจุบัน Health Tech (เทคโนโลยีด้านสุขภาพ) เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการตรวจรักษาสุขภาพมาขึ้นเรื่อยๆแล้ว หรือธุรกิจการเงินที่โดน Fintech หรือบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งเข้ามาแซะส่วนแบ่งการตลาดมาสักพักนึงแล้ว

76714070_550031689095986_1835559419039973376_n

(คุณรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่าย Global Investing และ คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Brand Inside และเว็บไซต์ Blognone.com)

กลุ่มเทคโนโลยีมีกี่ประเภท ?

ปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยีสามารถแบ่งได้หลากหลายประเภท ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจซอฟแวร์ ฮาร์ดแวร์ ไปจนถึง e-commerce, social media หรือ ระบบชำระเงินออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะเติบโตไปด้วยกัน แต่หลายคนอาจแยกไม่ออกว่า แต่ละบริษัทเป็นเทคประเภทไหน….

โดย “คุณมาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Brand Inside และเว็บไซต์ Blognone.com ก็ได้มาช่วยเราวิเคราะห์ Business Model “บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำชื่อดังในสหรัฐ” ว่าแต่ละตัวมีโครงสร้างธุรกิจมาจากกิจการอะไรบ้าง เพราะบางบริษัทหลายคนยังมีความเข้าใจว่า สัดส่วนรายได้มาจากแหล่งเงินทางเดียว

ยกตัวอย่าง…หนึ่งในเจ้าพ่อ Tech ระดับโลกอย่าง Facebook (FB) ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาและให้บริการ Social Media ในฐานะเจ้าของ Facebook Instagram และ WhatsApp เป็นต้น จะมีใครรู้บ้างว่า รายได้หลักของบริษัทมาจากสื่อโฆษณาออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 98% ของรายได้รวม โดยในปี 2561 บริษัทมีรายได้จากส่วนนี้เติบโตถึง 38% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม Media เป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 67.4%

74480988_10156903926898277_7767957390044954624_o

หรือแม้แต่ Microsoft (MSFT) ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เช่น Windows และ Microsoft Offices รวมถึงให้บริการ Cloud และเป็นเจ้าของ Skype และ LinkedIn หลายคนอาจไม่รู้ว่า รายได้หลักของ MSFT มาจากผลิตภัณฑ์ Microsoft Office คิดเป็นสัดส่วน 26% ของรายได้รวม และจากธุรกิจ Cloud คิดเป็นสัดส่วน 24% ของรายได้รวม หรือแม้กระทั่ง Alphabet (GOOGL) บริษัท Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นเจ้าของ YouTube Android Google map และ Gmail ปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากสื่อโฆษณาออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 83% ของรายได้รวม (เพิ่งรายได้หลักจากแหล่งเดียว)

“หากนักลงทุนรู้โครงสร้างธุรกิจของหุ้นแต่ละตัวก็จะทำให้การคัดหุ้นเข้าพอร์ตทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะหากเราลงทุนในหุ้นที่พึ่งพารายได้หลักจากทางใดทางหนึ่ง เมื่อมีเรื่องมากระทบ บริษัทอาจเป๋ได้ ฉะนั้นควรเลือกลงทุนในหุ้นที่สัดส่วนรายได้กระจายความเสี่ยงดีที่สุด” คุณเอิร์ธ บอกอย่างนั้น

หุ้นบริษัทเทคชั้นนำในสหรัฐตัวไหนเด็ด!!!

ทีม BLS Global Investing และคุณอิสริยะ พร้อมใจกันยกให้ “10 หุ้นเทคชื่อดังในตลาดสหรัฐ” เป็นตัวที่น่าลงทุน โดยได้วิเคราะห์ Value Creation และ Business Model ร่วมกันไว้แบบนี้!!

ทำไม!! “หุ้น Tech ตลาดสหรัฐ” น่าสนใจ

1. Microsoft (MSFT) ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ และ Cloud ซึ่งเทคลักษณะนี้จะมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการใช้งานมีทุกวัน และเขาเป็นเจ้าตลาดในเรื่องนี้ โดยคุณมาร์คกล่าวเสริมว่าหุ้นตัวนี้ถือว่าน่าสนใจ เนื่องจากประกอบธุรกิจที่หลากหลายและมีพื้นฐานแกร่งมาก

2. Apple (AAPL) ผู้ผลิตและจำหน่ายมือถือแท็บแล็ต คอมพิวเตอร์ รวมถึงให้บริการอื่นๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี AAPL ถือเป็นเทคที่เกี่ยวข้องกับคอนซูมเมอร์โดยตรง ซึ่ง Apple เป็นหุ้นอีกตัวที่งบไตรมาสที่ 4  น่าจะออกมาค่อนข้างดีจากยอดขาย iPhone 11 ที่ดีเกินคาด

3. Alphabet (GOOGL) เจ้าของ YouTube Android Google map และ Gmail ถือเป็นเทคประเภท Social Media ซึ่งเทรนด์นี้ยังไปได้อยู่ แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องกฎเกณฑ์การใช้งานของแต่ละประเทศ และการพึ่งพิงรายได้จากสื่อโฆษณามากเกินไป แต่ที่ผ่านมาบริษัทก็มีความพยายามปิดจุดเสี่ยงเรื่องนี้ ด้วยการกระจายตัวออกไปทั่วโลก…

4. Amazon (AMZN) บริษัท e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงให้บริการโครงสร้างทางเทคโนโลยี ผ่าน Amazon Web Service (AWS) ถือเป็นเทคประเภทช้อปออนไลน์ แน่นอนว่า เทรนด์นี้กำลังไปได้ดีในยุคนี้ แต่ก็มีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ ล่าสุดบริษัทได้ขยายตัวเข้าไปในกลุ่มธุรกิจ Healthcare โดย AMZN ได้เข้าไปซื้อบริษัทขายยาออนไลน์ เพื่อที่จะนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาปรับใช้ ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อยาได้สะดวกยิ่งขึ้น

5. Facebook (FB) ประกอบธุรกิจพัฒนาและให้บริการ Social Media เป็นเจ้าของ Facebook Instagram WhatsApp เป็นต้น โดย FB มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม Social Media เป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 67.4% รายได้หลักของบริษัทมาจากสื่อโฆษณาออนไลน์ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 98% ของรายได้รวม ซึ่งรายได้จากการโฆษณาและจำนวนผู้ใช้งาน FB รายวันก็ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

6. Netflix (NFLX) ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสิ่งบันเทิงทางอินเทอร์เน็ต ด้วยการดูวิดีโอแบบ Steaming on Demand ปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวน 150 ล้านคน ครอบคลุม 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ทำให้ NFLX สามารถเข้าถึงความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ผ่าน Big Data ซึ่งช่วยในการพัฒนา Content ให้ถูกใจผู้ใช้งานยิ่งขึ้น

7. Sea Group (SE) ผู้ประกอบธุรกิจอินเทอร์เน็ตและการให้บริการออนไลน์ สัญชาติสิงคโปร์ โดยมี 3 ธุรกิจหลัก คือ 1. Garena ธุรกิจเกมออนไลน์ 2. Shopee ธุรกิจ E-Commerce ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี และ 3. AirPay ธุรกิจระบบชำระเงินออนไลน์ โดยเทรนด์การใช้อินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นของกลุ่มประชากรวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสนับสนันการเติบโตและขยายฐานผู้ใช้งานมากขึ้น

8. Uber Technologies (UBER) ผู้ให้บริการรถโดยสารรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก ล่าสุดได้เปิดตัว Application ใหม่ “Uber Works” ตัวช่วยให้ผู้คนหางานชั่วคราวได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งในแอปพลิเคชันจะมีบอกข้อมูลรายละเอียดงาน และค่าจ้าง ให้ลูกจ้างได้พิจารณาก่อน โดยมีการทดลองให้ใช้งานในชิคาโกแล้วและจะเปิดให้เริ่มใช้งานในพื้นที่อื่นเร็วๆ นี้

9. Alibaba Group Holdings (BABA) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซจากแดนมังกรที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ e-commerce แบบทั้งค้าส่งและค้าปลีก ทั้งในจีนและต่างประเทศ และยังดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจ Cloud Service ธุรกิจสื่อบันเทิง รวมถึงธุรกิจ Fintech ปัจจุบันธุรกิจ Cloud Service เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนรายได้ เนื่องจากการเข้าถึงธุรกิจดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในจีน

10. Salesforce.com (CRM) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ CRM (Customer Relationship Management) บนระบบคลาวด์จากสหรัฐอเมริกา ล่าสุดได้เข้าซื้อกิจการของ Tableau ซอฟต์แวร์ด้าน Data Visualization ที่เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กร คิดเป็นมูลค่าดีลรวม 15,700 ล้านดอลลาร์ โดยผู้ถือหุ้น Tableau เดิม จะได้หุ้นของ Salesforce เป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่ง Marc Benioff ประธานและซีอีโอร่วมของ Salesforce ระบุว่า ดีลนี้ถือเป็นการรวมบริการ CRM อันดับ 1 และแพลตฟอร์ม Analytics อันดับ 1 มาไว้ด้วยกัน ทำให้ได้สิ่งที่ลูกค้าองค์กรต้องการ (อ้างอิงข้อมูลจาก Blognone.com)

“ทีม BLS Global Investing ยกให้หุ้น Microsoft (MSFT) สวยสุดในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะบริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนหุ้นที่อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ยังพอมีให้ลุ้น เพราะธุรกิจกำลังจะถึงจุดคุ้มทุนขอยกให้ หุ้น Sea Group (SE)”

สนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ อ่านเพิ่มเติม...คลิกที่นี่

หรือโทร. 02-618-1111

OpenGL

หรือสนใจเปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ กับ หลักทรัพย์บัวหลวง

ติดตามความรู้ทางด้านการลงทุนดีๆ กับพวกเราได้ที่…

Facebook youtube twitter

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น