SBL Monthly Update – Jul 2020 : ยอดชอร์ตกลับมาหดตัวอีกครั้ง

1

ตัวเลขธุรกรรมการชอร์ตย้อนหลัง 12 เดือนถึง ก.ค.63 สัดส่วนมูลค่าการชอร์ตในเดือนนี้ปรับตัวลงต่อสู่ระดับ 0.78% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยมาจากหุ้น NVDR 0.09% และจากหุ้นสามัญหรือหุ้น local ที่ 0.69% เทียบมูลค่าซื้อขายบนกระดานหลัก ยังคงเป็นสัดส่วนที่ต่ำจากเกณฑ์ up tick rules ที่ขยายการใช้งานจนถึง 30 ก.ย.63

เดือน ก.ค.63 ดัชนี SET Index เคลื่อนไหวในลักษณะ sideway ออกข้างปรับลดลง -0.78% ปิดที่ 1,328.53 จุด มูลค่าขายชอร์ตรวม 9,738 ล้านบาท มูลค่าชอร์ตลดลงกว่าเดือนก่อน -32.8% MoM คิดเป็น -85.1 YoY  ในนี้แบ่งเป็น หุ้น Local 8,606 ล้านบาท -31.5% MoM และ NVDR 1,133 ล้านบาท ลดลง -41.1% MoM (เฉลี่ยรวม 487 ล้านบาทต่อวัน แบ่งเป็นหุ้น local 430 ล้านบาทต่อวันและหุ้น NVDR 57 ล้านบาทต่อวัน) กลับมามีมูลค่าชอร์ตต่ำสุดในรอบ 31 เดือน

จำนวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ต ออกมาจำนวน 205 หลักทรัพย์ (มาจากหุ้น local 159 ตัว NVDR 46 ตัว) ลดลงจากเดือนที่แล้วที่ 210 ตัว
สัดส่วนการชอร์ตกระจุกอยู่ใน SET50 ลดลงต่อเป็น 68.8%, NVDR 11.6% และ Non-SET50 19.6% โดยสัดส่วน SET50 ที่ 68.8% มีมูลค่าชอร์ตใน SET50 อยู่ราว 6,698 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าร่วม -37.0% MoM เช่นเดียวกันกับมูลค่าการชอร์ต NVDR ที่ลดลง -41.1% MoM ดังข้างต้น ในขณะที่ Non-SET50 ออกทางทรงตัวจากเดือนก่อนราว -2.1% MoM ด้วยยอดชอร์ต 1,908 ล้านบาทตลอดทั้งเดือน ลดลงสอดคล้องกันทั้ง 3 ส่วน
2.1
2
3.13
4.1
4
5.15
เดือน ก.ค.63 PTT กลับมามีมูลค่าขายชอร์ตสูงสุดด้วยยอด 496 ล้านบาทครับ ตามติดมาด้วย PTTEP ที่ 464 ล้านบาทและ PTTGC ที่ 435 ล้านบาท มาเป็น 3 ทหารเสือ PTT and the gang โดย Top 10 อันดับอื่นขายชอร์ตกันอยู่ในกรอบ 255 – 435 ล้านบาท โดยในเดือนนี้มีหุ้น NVDR ติด Top 10 Overall เข้ามาเพียงอันดับเดียว คือ CPF-R
6

มูลค่าขายชอร์ต NVDR สูงสุดเป็น CPF-R ด้วยยอดชอร์ต 358 ล้านบาท เป็นเพียงตัวเดียวที่ติดอันดับชอร์ต top 10 overall ดังข้างต้น

8

ด้านสัดส่วนมูลค่าขายชอร์ตเทียบกับมูลค่าซื้อขายบนกระดานหลักสูงสุดรายตัวเดือนนี้กลับมาที่ E1VFVN3001 ที่มีสัดส่วนการชอร์ตเพียง 31.86% ตามมาด้วยอันดับ 2 อย่าง BA กับสัดส่วนเพียง 4.33% ลำดับอื่นๆเกาะกลุ่มกันมาด้วยสัดส่วนมูลค่าการชอร์ตในกรอบ 2.0%-3.5% โดยประมาณ

7

PTT มีมูลค่าขายชอร์ตสูงสุดด้วยยอด 496 ล้านบาท ในขณะที่ top NVDR เป็น CPF-R ด้วยยอดชอร์ต 358 ล้านบาท เป็นเพียง NVDR ตัวเดียวที่ติดอันดับยอดชอร์ต Top 10 Overall ด้านสัดส่วนการขายชอร์ตเทียบกระดานหลักกลับมาเป็น E1VFVN3001 ที่ 31.86% จากการทำ Market Making DR

แม้ SET index ในเดือน ก.ค. จะเคลื่อนไหวในลักษณะ sideway กรอบแคบ เรียกว่าเกาะอยู่ในแนว 1,300 – 1,350 จุด และผลประกอบการในไตรมาส 2 ประกาศออกมาบางส่วนแล้ว แต่สิ่งที่เด่นชัดคือนอกจาก Main Street จะออกห่างจาก Wall Street ในตลาดเอง Big cap ยังเคลื่อนไหวแยกกันกับ Mai และ Mid/Small cap อีกขั้นหนึ่ง กลุ่มธนาคารที่ผลตอบแทนยังหดลงราว -40% จากปลายปีก่อนตามความกังวลและผลประกอบการรวมถึงนโยบายงดจ่ายปันผล แต่กระนั้นก็ยังมีกิจการขนาดกลางขนาดเล็กบางตัวกลับทำผลงานโดดเด่นขึ้นสู่จุด All time high กับผลประกอบการที่เรียกได้ว่าดีกว่าคาด ในเดือนนี้มียอดมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยทรงตัวราว 62,546 ล้านบาทต่อวัน ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว -5.1% yoy ยอดการขายชอร์ตทั้งเดือนในระดับ 9,738 ล้านบาท หดตัวถึง -85.1% yoy ดังข้างต้น เฉลี่ยเหลือเพียง 487 ล้านบาทต่อวัน โดยสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเทียบมูลค่าซื้อขายบนกระดานหลักเหลือเพียง 0.78% และสัดส่วนแบบ Year-to-date ขยับลงพรวดต่อสู่ระดับสัดส่วน 2.86% เลยทีเดียว

910

มูลค่าซื้อขายทรงตัวราว 62,546 ล้านบาทต่อวัน ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว -5.1% yoy ยอดการขายชอร์ตทั้งเดือนในระดับ 9,738 ล้านบาท หดตัวถึง -85.1% yoy ด้านสัดส่วนขายชอร์ตลดต่อสู่ระดับ 0.78% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

11

ต้องเรียกว่าประเทศไทยและตลาดทุนทั่วโลกผ่านพ้นช่วง recovery จากตลาดในช่วง panic sell มาร่วม 3-4 เดือนแล้วด้วยกัน แม้ว่าผลตอบแทน year to date ของ SET index จะยังติดลบ แต่โอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทย ก็ไม่ได้น้อยว่าที่ใดในโลกเลย จากสถิติเราพบว่าช่วงเดือน พค – กค 63 3 เดือนที่ผ่านมา SET index ปรับตัวขึ้นมาอีกราว +2.06% จากระดับ 1,282.68 จุดกับระดับ P/E 19.1 เท่าและผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.81% ในขณะที่ SET50 กลับทรงๆ เคลื่อนไหว -1.21% P/E 18.1 เท่ากับผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.52% ส่วนดัชนี mai ให้ผลตอบแทนถึง +17.65% แต่ P/E ยังสูงถึง 23.8 เท่ากับผลตอบแทนเงินปันผลราว 2.91% ด้วยกัน จึงพอจะเป็นสัญญาณบอกได้ว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก perform ได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ กระนั้น SET50 เองก็ยังมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกินกว่า 15% ถึง 7 ตัวด้วยกัน (สูงสุดทำได้ถึง +53% ด้วยกัน) ส่วนฝั่งรั้งท้ายก็ลงต่ออีก -15% ถึง 5 ตัว (หนักสุด -24%) และหากวัดผลตอบแทน 100 ตัวแรกที่ชนะในช่วง 3 เดือนมานี้ก็ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 45-320% แม้จะรวมหุ้น ipo สุดร้อนแรงไปด้วยแล้ว แต่จากข้อมูลยังชี้ชัดว่ากิจการที่ผ่านเกณฑ์ทั้งในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โมเมนตัมเชิงเทคนิค และไม่ได้มีขนาดกิจการเล็กเกินไปจนน่ากังวล ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แม้สภาพเศรษฐกิจจะยังอยู่ในจุดที่ต้องเฝ้าระวัง แต่นักลงทุนผู้มุ่งมั่นก็ย่อมหาผลตอบแทนในระดับที่พอจะควบคุมความเสี่ยงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเรายังพูดได้เต็มปากว่า “เมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” “โชคดีในการลงทุนเช่นเคย รักษาสุขภาพด้วยนะครับทุกท่าน :)

 

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น