ตามหา “หุ้นตู้เย็น” สไตล์ “กองทุนบัวหลวง” !!

แอบสปอยเนื้อเรื่องเล็กน้อย…หลากหลายเรื่องที่ “ซีอีโอแห่งค่ายบัวหลวง” มาแชร์ให้ฟัง หาอ่านได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ที่สำคัญเมื่ออ่านจนจบ คุณจะได้รับไอเดียที่ว่า ลงทุนสไตล์ไหนดี ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นผันผวน ? ไปติดตามอ่านกันค่ะ

thumbnail_20190913_151607

“กองทุนบัวหลวง” ลงทุนสไตล์ไหน ?

คุณพีรพงศ์ เล่าทฤษฎีการลงทุนฉบับผู้บริหารกองทุนแสนล้าน แบบไม่มีกั๊กให้ฟังว่า….ก่อนอื่นเลยเราต้องคัด “หุ้นที่ใช่” ที่มีความโดดเด่นของแต่ละกลุ่มเอาเข้ามาอยู่ในพอร์ตให้ได้ระดับหนึ่งก่อน…

วิธีการกรองหาหุ้นที่ใช่ ต้องวิเคราะห์ทั้งสองมิติควบคู่กันไป คือ…

1. วิเคราะห์แบบ “Bottom Up” หรือ “การวิเคราะห์จากล่างขึ้นบน” โดยจะเน้นดูงบการเงินและค่าพื้นฐานต่างๆ ว่าที่ผ่านมามีวิวัฒนาการเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข Profit Margin, Dividend Yield, P/E Ratio, PEG, PBV และ ROE เป็นต้น

นักลงทุนสามารถให้ “BLS Strategy” หนึ่งในฟังก์ชันหลักของโปรแกรม Trade Master ที่หลักทรัพย์บัวหลวงพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวช่วยกรองหาหุ้นที่ใช่ได้ง่ายๆ

2. วิเคราะห์แบบ “Top Down” หรือ “การวิเคราะห์จากบนลงล่าง” มองภาพใหญ่ที่สุดก่อน แล้วไล่ลงมาจนถึงภาพเล็กๆ ภาพใหญ่ที่ว่าก็คือ “เศรษฐกิจรวมของประเทศ” เมื่อเห็นแล้วว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร เราก็จะมามองต่อว่าแล้ว “เมกะเทรนด์อะไร” จะได้รับประโยชน์จากภาพรวมบ้าง ?

ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ เช่น หากวันนี้มองไปในอนาคต หลายคนเริ่มพูดกันถึงเรื่องภาวะโลกร้อน นั่นหมายความว่า “ธุรกิจพลังงานสะอาด” มีโอกาสเติบโตอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นแผงโซล่าเซลล์หรือกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า (วินด์ฟาร์ม) เป็นต้น

อย่างในปีนี้กองทุนบัวหลวงมองธีม “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “โลจิสติกส์” แตกต่างจากปีก่อนที่มองว่า “กลุ่มโมเดิร์นเทรด” จะเป็น Winning Stock เพราะเชื่อว่ากลุ่มนี้จะขยายการเติบโตล้อไปกับการเป็นสังคมเมืองมากขึ้น…

“การมีหุ้นดีๆ อยู่ในสต็อกหลายๆ ตัวจะทำให้เรากลายเป็น Winner Stock ในการลงสนามแต่ละครั้ง เปรียบเหมือนมีม้าเก่งๆ อยู่ในมือหลายๆตัว ลงสนามกี่ครั้งเราก็จะชนะ” 

70433722_496445164481397_8481236876773031936_n

คุณพีรพงศ์ ย้ำว่า ก่อนจะลงทุนหุ้นสักตัว นักลงทุนต้องพยายามมองหาตัวขับเคลื่อนที่จะทำให้เกิดวงจรรุ่งเรืองเสียก่อน เช่น ผู้บริหารสามารถส่งมอบกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ? ถ้าทำไม่ได้ หน้าที่ของเรา คือ ต้องถอยกลับมาวิเคราะห์ต่อว่า การบริหารงานของบริษัทดังกล่าวติดขัดปัญหาอะไร ถ้าพิจารณาแล้วพบว่า หุ้นตัวนี้ไม่ใช่วินเนอร์ของเราอีกต่อไป ก็ต้องยอมถอยออกมา!!

ถามว่าต้องใช้เวลาดูความเปลี่ยนแปลงขององค์กรนั้นๆ นานแค่ไหน ก็ตอบยากเหมือนกันนะ… เพราะแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน บางธุรกิจต้องใช้เวลาดูนานถึง 3 ไตรมาส บางธุรกิจนานถึง 1 ปี แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงโอกาสจะเลือกลงทุนแล้วถูก 100% มันยาก ถูกแค่ 60% ก็เก่งมากแล้ว!!

“เดี๋ยวนี้จะหาหุ้นที่ใช่ตามสไตล์ของเราเองสักตัว ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหลักทรัพย์บัวหลวงเขาพัฒนาโปรแกรม Trade Master เครื่องมือที่จะมาช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น หลายฟังก์ชันน่าจะตอบโจทย์นักลงทุนยุคนี้ได้ดี ยกตัวอย่าง หากต้องการหาว่า บริษัทจดทะเบียนตัวไหนมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง เครื่องมือก็จะช่วยสกรีนหาข้อมูลมาให้เราด้วยความรวดเร็ว”

ปรับกลยุทธ์อย่างไร…เมื่อธุรกิจเปลี่ยนแปลงบ่อย ?

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บอกว่า การลงทุนที่ดีต้องไม่ยึดติด ที่สำคัญต้องปรับตัวไปตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทัน ธุรกิจอะไรที่มีโอกาสจะถูก Disruption ธุรกิจอะไรกำลังเป็นเทรนด์ร้อนแรงของโลก เราต้องวิเคราะห์ให้ขาด!!

อาจเริ่มดูได้จากตอนนี้กำลังมีธุรกิจหรือบริษัทอะไรเข้ามาแย่งมาร์เก็ตแชร์เจ้าตลาด หรือมาทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น จนทำให้รายได้ของผู้นำตลาดลดลง ถ้าเห็นแววไม่ดี บวกกับวิเคราะห์ข้อมูลมารอบด้านแล้วพบว่า องค์กรนั้นกำลังมีการเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี ก็ต้องรีบเผ่น อย่าฝืนอยู่ต่อ…

70445032_557626371673623_6679249765386944512_n

“บางครั้งก็เคยนะ ขายหุ้นไปแล้ว แต่ราคาวิ่งต่อ เราก็ต้องกลับมาดูต่อไปว่า บริษัทนั้นกำลังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วเราไม่รู้หรือเปล่า หรือเรากำลังโดนหลอก”!!

ยกตัวอย่าง หากหุ้นที่ถืออยู่ในมือ กำลังจะกลายเป็นหุ้นตู้กับข้าว เราก็ต้องรีบปรับกลยุทธ์การลงทุนเสียใหม่ ว่าแต่หุ้นตู้กับข้าว คืออะไร ? เขาตอบคำถามนี้ว่า เดี๋ยวนี้เด็กยุคใหม่แทบไม่รู้จักตู้กับข้าวกันแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่นิยมเก็บอาหารไว้ในตู้เย็น ทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตตู้กับข้าวทยอยลดลงเรื่อยๆ หุ้นลักษณะนี้เราก็ควรต้องเผ่น….ว่าแต่ที่บ้านของผู้อ่านยังมีตู้กับข้าวอยู่ไหมคะ ?

โลกไม่สงบ!! ลงทุนต่อได้ไหม ?

ผู้บริหารกองทุนแสนล้าน ยิ้มก่อนตอบคำถามนี้ว่า แม้แต่มืออาชีพยังตอบยากเลย เพราะเมื่อใดที่คุณรู้ว่า ตอนนี้เป็น “ตลาดหมี” นั่นแปลว่า แขนและขาของคุณได้โดนหมีข่วนจนบาดเจ็บไปเรียบร้อยแล้ว คุณไม่มีทางรู้หรอกว่า กำลังเข้าสู่ตลาดหมี…

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินไม่มีที่ไป เพราะสภาพคล่องล้นตลาด จะเอาเงินไปฝากแบงก์ดอกเบี้ยก็ต่ำ ทำให้นักลงทุนไม่มีทางเลือกอื่น สุดท้ายก็ต้องกลับมาลงทุนในตลาดหุ้น อย่างน้อยก็ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

แต่หลายคนก็มักตั้งคำถามว่า วันนี้บ้านเรากำลังขาดแคลน หุ้นเติบโต(Growth Stock) เมื่อเป็นแบบนั้น…จะลงทุนหุ้นสไตล์ไหนดีล่ะ?

เขาตอบว่า “หุ้นตู้เย็น” เราต้องหาหุ้นประเภทนี้ให้เจอ…หุ้นตู้เย็นคืออะไร ? คุณเคี้ยว ขยายความว่า วันนี้ยังไม่มีธุรกิจอะไรที่จะเข้ามามา Disruption ตู้เย็นได้และก็ยังไม่มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่จะมาทำให้ตู้เย็นเกิดการเปลี่ยนแปลง…ลองกวาดตาดูคร่าวๆ ในตลาดหุ้นไทยเราจะเจอหุ้นประเภทนี้หลายตัว หุ้นที่สร้างกำไรและจ่ายเงินปันผลแบบคงเส้นคงวา ออกแนวหุ้นน่าเบื่อหน่อยๆ

“หุ้นเทิร์นอะราวด์ ถือเป็นหุ้นอีกประเภทที่น่าสนใจ เราเองก็ยังคงตามหาหุ้นลักษณะนี้เรื่อยๆ เน้นหุ้นที่กำลังมีเรื่องราวใหม่ๆ เช่น กำลังจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ นวัตกรรมใหม่หรือธุรกิจใหม่ เป็นต้น การลงทุนในลักษณะนี้อาจเข้าหลักการลงทุนแบบ CAMSLIM ที่ประกอบไปด้วย 7 ปัจจัยหลัก 1 ในนั้น คือ N  ที่หมายถึง New Product, Service or Highs ซึ่งนักลงทุนสามารถนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในการลงทุนได้

71075783_697257440752908_2565624406759964672_n

หากอยากรู้ว่า หุ้นตัวไหนเข้าข่าย CAMSLIM ก็ลองเข้าไปค้นหาได้ใน “BLS Strategy” ฟังก์ชันที่จะมาช่วยคัดกรองหุ้นทั้งปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค โดยได้รวบรวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนสำเร็จรูปหลากหลายสไตล์ พร้อมไอเดียการลงทุนของนักลงทุนชื่อดังระดับโลก เช่น การคัดเลือกหุ้นแบบ Warren Buffett, Benjamin Graham หรือ Peter Lynch ที่สำคัญยังสามารถสร้างกลยุทธ์ด้วยตนเองจากปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค พร้อมทดสอบผลตอบแทนในอดีต หรือ Backtesting ได้ด้วย…

ซีอีโอค่ายกองทุนบัวหลวง ทิ้งท้ายบทสนทนว่า การลงทุนในแต่ละกองทุนจะใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน บางกองทุนเน้นปันผล บางกองทุนไม่มีปันผล หากกองทุนไหนมีปันผล เราก็จะคัดหุ้นที่มี Dividend Yield  เฉลี่ย 3% ต่อปี ต่อเนื่อง 3 ปีขึ้นไปเข้ามาอยู่ในกอง ล่าสุดกองทุนบัวหลวงได้เปิดขาย “กองทุนเปิดฟันด์ออฟฟันด์บัวหลวงโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์” หรือ กองทุน B-IR-FOF โดยจ่ายเงินปันผลผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5% ต่อปี

Long Term Investment Success จะเกิดขึ้นได้ เราต้องเชื่อใน Value Investing คุณพีรพงศ์ มีความเชื่อเช่นนั้น!! การลงทุนจะมีประสิทธิภาพสูงสุด หากนำความรู้ที่ได้รับต่อไปต่อยอดนะคะ หรือจะลองนำกลยุทธ์การลงทุนสไตล์กองทุนบั วหลวงไปทดลองลงทุน ก็ไม่ว่ากันนะคะ

ผู้ร่วมโครงการ The Stock Master 2019 สามารถทบทวนบทเรียนออนไลน์ย้อนหลังได้ทุกที่ทุกเวลา!! อ่านเพิ่มเติม…คลิกที่นี่

TM ปก

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น