5 หุ้นยอดฮิตตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม ประจำเดือนมีนาคม 2564

หลาย ๆ ธุรกิจจำเป็นต้องมีเรื่องราวน่าสนใจ ข่าวอัปเดตใหม่ ๆ ซึ่งอาจมาจากกลยุทธ์ที่ใช้ในการเติบโต มาติดตามกันว่า แต่ละธุรกิจจะมีเรื่องราวว้าว ๆ มากน้อยแค่ไหนค่ะ  

5 หุ้นยอดฮิตตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Slide1_020464

1. Facebook (FB)

อัปเดตโมเดลธุรกิจ Facebook

นอกจากการให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกแล้ว Facebook ยังเลือกต่อยอดฟังก์ชันที่น่าสนใจ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมผ่านค่าโฆษณา นั่นก็คือ การเพิ่มจำนวนร้านค้าขนาดเล็กให้มาเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม Facebook มากขึ้น หนุนให้เกิดรายได้จากการโฆษณาจากร้านค้าเหล่านี้มากขึ้น

01_2464

Source: Bloomberg

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว เวลาเฉลี่ยที่ใช้งานบนแพลตฟอร์มต่อวันอยู่อันดับที่ 2 รองลงมาจาก Youtube ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากคนทั่วไปมักใช้เวลาไปกับวิดีโอมากกว่าฟีดข่าวสารโซเชียลมีเดียใน Facebook อยู่แล้ว แต่หากเปรียบเทียบกับแอปฯอื่น ๆ ตามภาพ จะเห็นว่า Facebook มีเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้งานใช้งานมากกว่าคู่แข่งอื่นอย่างชัดเจน

และหากมองในด้านของผู้ใช้งาน active ของ Facebook จะพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่งผลให้แนวโน้มรายได้จากการโฆษณามีโอกาสเติบโตได้อีก

2. NIO (NIO-ADR)

ในปัจจุบัน Nio กำลังประสบปัญหาขาดแคลนชิปที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ทำให้โรงงานของ Nio ที่มีชื่อว่า Nio-JAC ปิดและหยุดการผลิตชั่วคราวไปเป็นเวลา 5 วัน โดยการชะงักการผลิตชั่วคราวในครั้งนี้ ส่งผลทำให้กำลังการผลิตรถยนต์เกิดความเสียหายไปกว่า 5%-20% ในช่วงไตรมาส 1 ปี 64 ทำให้บริษัทฯ ปรับลดคาดการณ์ยอดส่งมอบรถลงเหลือ 19,500 คัน จากก่อนหน้านี้ที่ตั้งไว้ราว 20,000-25,000 คัน ในช่วงไตรมาส 1 นี้ อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 ปัญหาด้านการขาดแคลนอาจลดน้อยลง บริษัทฯ คาดว่าอาจมียอดส่งมอบรถ Nio ถึง 22,500 คัน

อย่างไรก็ดี ยอดส่งมอบรถที่บริษัทเผยออกมา สำหรับไตรมาส 1 ปี 64 อยู่ที่ 20,060 คัน โตคิดเป็น 423% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563 ซึ่งนับว่าเป็น Sentiment บวกที่ค่อนข้างดี

3. Tesla (TSLA)

ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า Apple เปิดเผยว่าจะใช้แบตเตอรี่ของ Tesla ในโครงการ California Solar จากการที่ Apple กำลังพัฒนาโปรเจคสำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้ากว่า 240 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง เพื่อให้สามารถให้พลังงานไฟฟ้าแก่บ้านกว่า 7,000 หลังต่อวัน ซึ่งปริมาณนี้จะต้องใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของ Tesla จำนวน 85 อัน ซึ่งนับว่าเป็นการเติบโตร่วมกันของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่สำคัญ ต้องมาติดตามต่อว่าอนาคตแผนนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ปัญหาด้านแบตเตอรี่ขาดแคลน ก็ส่งผลกระทบต่อเหล่าบริษัท EV เช่นกัน อย่างไรก็ดี ในเดือนก.พ. 64 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจำหน่ายรถในประเทศจีน ยอดส่งมอบรถของ Tesla ก็ยังมากที่สุดที่ 18,318 คัน ซึ่งมากกว่ายอดส่งมอบรถยนต์ Nio และ Xpeng ที่ 5,578 และ 2,223 ตามลำดับ

4. Microstrategy (MSTR)

บริษัท Microstrategy คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้าน Business Intelligence (BI) และ การวิเคราะห์ข้อมูลของธุรกิจ (Enterprise analytics) พูดง่าย ๆ ก็คือการวิเคราะห์ข้อมูลภายใน โดยใช้คลาวด์ร่วมด้วย เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูล อย่างธุรกิจต่าง ๆ สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้และนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเรามองว่าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจต่อไป

ล่าสุด MSTR ได้มี Investor Day ซึ่งได้ย้ำสินค้า “Hyperintelligence” และจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลทำให้ MSTR มีการปรับตัวและมุ่งให้บริการเน้นไปในด้านดิจิตัลมากขึ้น พร้อมทั้ง MSTR ยังมีแผนพูดถึงแผนการลดต้นทุนในปีนี้มากขึ้นเช่นกัน

5. UpStart (UPST)

Upstart บริษัท Holding ที่ลงทุนในบริษัทที่ให้บริการด้านแพลตฟอร์มการให้กู้เงิน (Lending platform) โดยใช้ระบบ AI และ Cloud เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยธุรกิจพยายามลดความเสี่ยงและต้นทุนจากธุรกิจธนาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางของระบบในปัจจุบัน

02-2464

Source: www.upstart.com

รายได้ไตรมาส 4 ปี 2564 อยู่ที่ 86.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน่ 39% อีกทั้งกำไรอยู่ที่ 41.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นมา 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าตลาดคาดมากกว่า 21% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 49%

 

5 หุ้นยอดฮิต ตลาดหุ้นฮ่องกง

Slide2_020464

1.    Ping An Insurance (2318)

รายได้จากประกันชีวิตและประกันสุขภาพถือว่าเป็นธุรกิจหลักของ Ping An โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ของรายได้รวมปี 2563

03-020464

Source: https://group.pingan.com/

สำหรับเดือนก.พ. 2564 รายได้จากเบี้ยประกันชีวิตลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้จากเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัย (P&C) ลดลงเช่นกันที่ 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ดี หากดูตัวเลขรายได้เบี้ยประกันชีวิตปีแรกเพิ่มขึ้นมา 19.5% เทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการที่ยอดทำประกันปีที่แล้วไม่สูงนักและแคมเปญตั้งแต่ต้นปีในช่วงปีใหม่ 2564 ของบริษัทด้วยเช่นกัน

2. Semiconductor Manufacturing International Corp.: SMIC (981)

รายได้ของบริษัทในปี 2563 อยู่ที่ 3,115 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 หลัก เท่ากับ 25.4% เมื่อเทียบกับปี 2562 อีกทั้ง EBITDA margin ปี 2563 อยู่ที่ 54.3% เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ 44.1% นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้

หากแบ่งรายได้ตามประเทศ จะเห็นว่ารายได้หลักของไตรมาส 4 ปี 63 มาจากประเทศจีนและฮ่องกงที่ 56.1% ของรายได้รวม และในส่วนที่เหลือจะเป็นรายได้จากประเทศอื่น อาทิ ประเทศแถบยูเรเชียและสหรัฐอเมริกาเหนือ ตามภาพด้านล่าง

04-020464

Source: Smics.com

จากภาพ แสดงถึงประเภทสินค้าที่ชิปของ SMIC ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบ และเปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 4 และไตรมาส 3 ปี 2563

05-020464

Source: Smics.com

3. Weimob (2013)

ล่าสุด บริษัทฯเร่งให้บริการด้าน Enterprise digitalization ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรออนไลน์ สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคฯในการเติบโต ซึ่งสามารถเรียกว่าเป็นการสร้างรายได้จาก SaaS (Software as a Service) ให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 รายได้จาก SaaS เติบโตกว่า 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมกับจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 23% หากมาดูที่รายได้เฉลี่ยต่อหนึ่งจำนวนผู้ใช้งาน (ARPU) จะเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน อีกทั้งบริษัทฯ ยังเผยว่ามีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและยั่งยืนต่อไป

ในปี 2563 การสร้างรายได้จากการให้บริการธุรกิจค้าปลีก “Smart retail” นั้น เติบโตกว่า 225% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากวิกฤตโควิด-19 เป็นปัจจัยหลัก (รายได้จาก Smart retail เป็นส่วนหนึ่งของรายได้จาก SaaS) อีกทั้งกลุ่มผู้บริหารยังมองว่ากลุ่มนี้จะยังเป็น growth driver หลักของบริษัทต่อไปและมองว่าอาจโตได้ถึง 50% ในปี 2568

4. Alibaba (9988)

สัดส่วนรายได้ของ Alibaba ตามรูป โดยสัดส่วนหลักมาจากการจำหน่ายสินค้า (Core Commerce) แบ่งออกเป็นการให้บริการด้านแพลตฟอร์มค้าปลีก และการให้บริการอื่น ๆ โดยในปี 2563 เติบโตมากว่า 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน

06-020464

Source: Bloomberg, as of 1/4/2021

ล่าสุด! Alibaba จับมือกับ SAIC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อร่วมกันเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า IM (Intelligence in Motion หรือการขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาด) พร้อมที่ชาร์จแบบไร้สาย ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ 2 บริษัทนี้เท่านั้น จริง ๆ แล้วยังมี Shanghai Zhangjiang Hi-Tech Park Development (หน่วยงานด้านการลงทุนของรัฐบาลจีน) ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากดูที่ผู้ถือหุ้น จะเห็นว่า SAIC เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดที่ 54% ส่วน Alibaba และ Shanghai Zhangjiang Hi-Tech Park Development ถือหุ้นอยู่ที่รายละ 18%

5. Yeahka (9923)

บริษัทออกแอปฯใหม่ที่มีชื่อว่า “LSQ Pay” แอปฯที่ช่วยในการทำการตลาดแบบเจาะจง (Targeted marketing) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม add-on จากบริการเดิมที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน โดยเรียกใช้ข้อมูล Big Data จากการใช้จ่ายของลูกค้า ซึ่งเรามองว่าแอปฯ นี้จะสามารถช่วยเพิ่มลูกค้าของ YeahKa ได้ในอนาคต นับว่าเป็น synergy ที่ดีหนุนรายได้จากการให้บริการแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการชำระเงินได้ โดยหลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือน จำนวนผู้ใช้งานอยู่ที่ 1 ล้านราย

07-020464

Source: Yeahka.com

5 หุ้นยอดฮิต ตลาดหุ้นเวียดนาม

Slide3_020464

1. Hoa Phat Group JSC (HPG)

ธุรกิจหลักของ HPG เกี่ยวกับ “เหล็ก” ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเหล็ก ไม่ว่าจะเป็น เหล็กแท่ง เหล็กม้วน ท่อเหล็ก เป็นต้น นอกจากผลิตวัสดุเพื่อนำไปผลิตต่อแล้ว ยังมีการต่อยอดธุรกิจด้วยการผลิตสินค้า อาทิ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตร การตกแต่งบ้าน ฯลฯ

มองย้อนกลับไปไตรมาส 4 ปี 2564 รายได้โต 43% เทียบกับปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 142% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของราคาและปริมาณขายของเหล็กกล้าดิบ (Crude steel) และสำหรับทั้งปี 2563 รายได้รวมโตแตะ 91.3 ล้านล้านเวียดนามดอง เพิ่มขึ้นกว่า 43% เทียบกับปี 2562 และกำไรสุทธิแตะ 13.5 ล้านล้านเวียดนามดอง

อีกมุมหนึ่งคือส่วนแบ่งการตลาดของ HPG ซึ่งนับว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง ในตลาดผลิตเหล็กกล้าสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ส่วนแบ่งการตลาดของ HPG อยู่ที่ 32.5% ในปี 2563 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญี่จาก 26.2% เมื่อปี 2562 โดยธุรกิจของ HPG จะเน้นไปที่ตลาดทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามและยังมีการส่งออกไปต่างประเทศเช่นกัน อีกทั้งเรายังมองว่าส่วนแบ่งการตลาดของ HPG จะยังสามารถโตต่อได้ อาจโตไปถึง 40-50% ได้ในอนาคต

2. Dabaco Corp. (DBC)

บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร รวมไปถึงการให้อาหารสัตว์ การทำบรรจุภัณฑ์ กิจกรรมอื่น ๆ ด้านการเกษตร เป็นต้น โดยให้บริการลูกค้าภายในประเทศเวียดนาม

Dabaco เผยแผนการเติบโตในปี 2564 ด้วยแผนกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลงทุนในธุรกิจหลักและเพิ่มความสามารถในการทำฟาร์มและหว่านฝูงสัตว์ให้เพิ่มขึ้น อีกทั้งในปี 2565-2566 จะมีแผนโครงการฟาร์มใหม่และสัตว์สายพันธุ์ใหม่เช่นกัน โดยคาดการณ์รายได้และกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 11.9 ล้านล้านเวียดนามดองและ 980 พันล้านเวียดนามดอง ตามลำดับ

3. SSI Securities Corp. (SSI)

โบรกเกอร์รายใหญ่ ของเวียดนาม เปิดเผยตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2563 ซึ่งเป็นรายได้เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2562 ตามภาพ

08-020464

Source: ssi.com.vn

และหากมองในภาพรวมทั้งปี 2563 จะเห็นว่ารายได้ยังคง outperform คิดเป็น 8% จากปี 2562 หนุนจากการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม และปริมาณการซื้อขายหุ้นเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น

 

00

Source: ssi.com.vn

4. Vietcombank (VCB)

ก่อตั้งเมิ่อปีค.ศ. 1963 โดยก่อนหน้านี้ VCB เคยเป็นบริษัทเดียวกันกับ Foreign Currency Department of SBV มาก่อน แต่ SBV แยกบริษัทออกมา เพื่อเน้นการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศมากขึ้น และในปีค.ศ. 1996 VCB ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อขยายธุรกิจไปยัง retail และ corporate banking มากขึ้น

ธนาคารเวียดนาม ประกาศงบไตรมาส 4 ปี 2563 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 14.4 ล้านล้านเวียดนามดอง เพิ่มขึ้นกว่าสองหลักที่ 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 7.1 ล้านล้านเวียดนามดอง โตขึ้นกว่าปีที่แล้วกว่า 28.5% โดยรวมแล้ว ในปี 2563 กำไรจากการดำเนินงานโตขึ้น 7.1% แต่กำไรสุทธิก่อนหักภาษีลดลงเล็กน้อยที่ 0.3% เมื่อเทียบกับปี 2562

ในปี 2563 VCB นับว่าเป็นธนาคารที่ให้กู้เงินที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม อีกทั้งยังมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่ง และมีความน่าเชื่อถือจากประวัติก่อนหน้า

5. No Va Land Investment Group (NVL)

บริษัทสุดท้ายแล้ว สำหรับตลาดเวียดนามนะคะ No Va Land เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาฯ โดยรายได้ยังคงเติบโตดีและมั่นคง อีกทั้งในปัจจุบันบริษัทฯ เริ่มเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาฯ ที่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว โรงพยาบาล หรือจานดาวเทียมสำหรับพื้นที่ในเมือง ฯลฯ และหากย้อนดูรายได้ตั้งแต่อดีต รายได้ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ยกเว้นทั้งปี 2563 รายได้ลดลงแรงกว่า 50% อยู่ที่ 5 ล้านล้านเวียดนามดอง เมื่อเทียบกับรายได้ปี 2562 ซึ่งอยู่ที่กว่า 11 ล้านล้านเวียดนามดอง

09-020464

Source: Novaland.com.vn

จบไปแล้วนะคะ 5 หุ้นยอดฮิตของเราสำหรับเดือนมีนาคม 2564 พร้อมกับข้อมูลอัปเดตของธุรกิจ ทีม BLS Global Investing หวังว่านักลงทุนจะเรียนรู้และเข้าใจธุรกิจเหล่านี้มากยิ่งขึ้นค่ะ

และสำหรับเดือนเมษายน 5 หุ้นยอดฮิตของทั้ง 3 ประเทศ จะมีอะไรบ้าง !? มาติดตามความรู้ด้านการลงทุนกันได้ทุกวันเสาร์ต้นเดือน เวลา 11.00 น. นะคะ

 

📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

📌 ขยายวันโอนเงินไปต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวง ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ทุกวันอังคาร และ วันพุธตลอดวัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://bls.tips/globalinvesttransfer  

 

#5หุ้นยอดฮิต #March2021 #BLSGlobalInvesting #หลักทรัพย์บัวหลวง

Source: Bloomberg, Companies’ website, as of 2/4/64

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่