มองอนาคต “TOP” ผ่านโครงการ CFP

หากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) เข้ามาเปลี่ยนโลกยานยนต์เต็มตัว “โครงการพลังงานสะอาด” (Clean Fuel Project : CFP) มูลค่าลงทุนประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้างในเดือนพ.ค.2562 ของ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) เจ้าของธุรกิจการกลั่นและจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะตอบโจทย์การทำธุรกิจระยะยาวของบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน หนึ่งคำถามยอดฮิตของนักลงทุนไทยที่มักยกมือถามเหล่าผู้บริหาร….

คุณภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บมจ.ไทยออลย์ เล่าให้ฟังหลังจบงาน TOP Roadshow @Bualuang ว่า หากมองในเชิงของการแข่งขัน หนึ่งนโยบายสำคัญขององค์กร คือ การมองไปข้างหน้าไกลๆ 10-20 ปี เพื่อที่จะได้ปรับตัวให้ทันต่อเทรนด์โลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป นั่นจึงเป็นที่มาให้เราตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการพลังงานสะอาด

…โครงการนี้นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานยูโร 5 และ IMO 2020 แล้ว ยังจะช่วยให้โรงกลั่นของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดสามารถแข่งขันกับโรงกลั่นอื่นๆ ได้ เพราะต้นทุนการผลิตต่ำลง ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์สูงขึ้น แม้นักลงทุนบางรายจะกังวลว่า หากวันหนึ่งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์อาจทำให้เราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวได้ไม่เต็มที่ก็ตาม…

123456

เมื่อวันนั้นมาถึง!!
TOP ก็ไม่ทิ้งโอกาสที่จะเข้าไปยืนอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของรถยนตไฟฟ้า EV

เทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่า แล้วโลกของโรงกลั่นจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่จะมา Disruption โรงกลั่นได้ นอกจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งคงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ คือ เรื่องของกระบวนการกลั่นน้ำมัน เช่น การนำบิ๊กดาต้ามาช่วยวิเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเราไม่เคยอยู่นิ่ง ที่ผ่านมาตั้งทีมดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ระบบการทำงานมีความแม่นยำ และต้นทุนที่ลดลง

“ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะโฟกัสโครงการ CFP เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ยังคงมองหาธุรกิจใหม่ เพื่อนใหม่ เน้นงานที่เรามีความถนัด เพื่อนำมุมมองหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ของพันธมิตรมาปรับใช้ภายในองค์กร แม้จะมีการลงทุนต่อเนื่อง แต่นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินลงทุน เรื่องเงินปันผล หรือเรื่องเพิ่มทุน เราเตรียมเงินทุนไว้หมดแล้ว” คุณภัทรลดา ยืนยัน

คุณศิริชัย จิระพงษ์พันธ์ ผู้จัดการแผนกลยุทธ์องค์กร บมจ.ไทยออลย์ ยืนยันหนักแน่นอีกเสียงว่า แน่นอนว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าก็คงต้องเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 15 ปี หากวันนั้นมาถึงอาจเหลือรถยนต์ใช้น้ำมันประมาณ 30-40% ซึ่งเราก็จะทำงาน เพื่อดูแลอุตสาหกรรมนี้ควบคู่กับการหาที่ยืนใหม่ให้กับตัวเองเมื่อเทคโนโลยี EV มาถึง

ที่ผ่านมานักลงทุนไทยมักตั้งกระทู้ถาม TOP เสมอว่า ถ้ารถยนต์ไฟฟ้า EV มาถึงโครงการ CFP จะทำประโยชน์ให้บริษัทน้อยลงหรือไม่!! ซึ่งเราก็จะตอบคำถามนี้ไปว่า…หากไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นในวันนี้ เราจะแข่งขันกับโรงกลั่นอื่นไม่ได้ ส่วนนักลงทุนต่างชาติจะชอบถามเราเกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืน และเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการ CFP ตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ได้อย่างดี

รายได้รวมโตต่อเนื่องในปี 62

ผู้จัดการแผนกลยุทธ์องค์กร บมจ.ไทยออลย์ บอกว่า…รายได้รวมในปี 2562 ยังคงเติบโตจากปี 2561 โดยจะมีรายได้หลักมาจากธุรกิจโรงกลั่นเหมือนเดิม หลังค่าการกลั่นได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มจะฟื้นตัวต่อเนื่อง (เมื่อไตรมาส 4 ปี 2560 ค่าการกลั่นตลาดโดยรวม Market GIM ลดลงมาอยู่ที่ 6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 8.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 และ 7.0 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3 ปี 2561)

นอกจากนั้นในแง่ของกระบวนการผลิตยังมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังเตรียมปิดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นน้ำมันดิบและหน่วยผลิตอื่นๆ ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. – กลางเดือน ก.ค. 2562 ประมาณ 30 วัน ขณะที่แนวโน้มตลาดเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับแผนลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 2562 – 2566) บริษัทตั้งไว้ประมาณ 5.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะใช้ใน “โครงการพลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันให้สามารถเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมัน จากเดิม  2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในเดือน พ.ค. 2562 และจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2566

ส่วนที่เหลือจะลงทุนปรับปรุงหน่อยผลิตต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนทางด้านโลจิสติกส์และสาธารณูปโภค เช่น โครงการขยายสถานีจ่ายน้ำมันทางรถ, โครงการขายท่าเทียบเรือ 7&8/ปรับปรุง โครงการย้ายอาคารสำนักงานและสร้างถังน้ำมันดิบใหม่ เป็นต้น และโครงการอื่นๆ เช่น โครงการก่อสร้างคลังเก็บสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ในประเทศเวียดนามตอนเหนือ เป็นต้น

ข้อดีของโครงการ CFP 

  • เพิ่มศักยภาพการแข่งขันโรงกลั่น ปัจจุบันโรงกลั่นไทยออยล์อายุ 58 ปี
  • เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยหน่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมัน (RHCU) ที่สามารถแปลงน้ำมันเตาเป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูง
  • รองรับ IMO 2020 ที่จำกัดซัลเฟอร์ที่ 0.5% และมาตรฐานยูโร 5
  • กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นผลักดันให้ผลกำไรขยายตัวมากขึ้น
  • ประหยัดด้านขนาด (Economies of Scale ) และลดต้นทุนวัตถุดิบ
  • สร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ระยะสั้นแข็งแกร่ง…

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ค่าการกลั่นยังคงมีแนวโน้มขาขึ้นจนถึงไตรมาส 2 ปี 2562 หลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของอุปสงค์ก๊าซโซลีนที่กำลังจะมาถึง หนุนโดยฤดูกาลขับขี่รถยนต์ในช่วงฤดูร้อนของทวีปอเมริกาเหนือที่จะหนุนส่วนต่างราคาสูงขึ้น ขณะที่ IMO 2020 ที่กำลังจะมาถึงจะกระตุ้นอุปสงค์ สำหรับผลิตภัณฑ์ Middle distillates ซึ่งจะหนุนค่าการกลั่นต่อในช่วง 6 เดือนหลังปี 2562

ส่วนแนวโน้มตลาดอะโรเมติกส์ยังคงดีเยี่ยม ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 ส่วนต่างราคา PX คาดว่ายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ หนุนโดยการเติบโตของอุปสงค์ ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอุปทานมีจำกัด สำหรับในช่วง 6 เดือนหลัง จะมีกำลังการผลิตใหม่จำนวนมากเริ่มดำเนินงาน ซึ่งอาจกดดันส่วนต่างราคา PX (ความล่าช้าของการเริ่มกำลังการผลิตจะเป็นอัพไซต์ต่อส่วนต่างราคา PX)

สำหรับธุรกิจไฟฟ้า TOP ยังคงขยายธุรกิจไฟฟ้าต่อเนื่อง ทั้งในและนอกประเทศ ผ่านการถือหุ้นบมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ที่ระดับ 24.3% ในระยะยาวบริษัทยังคงตั้งเป้าสัดส่วนกำไรสุทธิจากธุรกิจไฟฟ้าที่ประมาณ 10-15%

“ผลการดำเนินงานหลักในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัว เมื่อทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังค่าการกลั่นตลาดเพิ่มขึ้น และส่วนต่างราคา PX ที่มีความแข็งแกร่ง (การเปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น 30 วันอาจจำกัดการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า)”

ระยะยาวเติบโตยิ่งใหญ่

นักวิเคราะห์ ยืนยันว่า เมื่อโครงการ CFP เสร็จสมบูรณ์ TOP จะสามารถใช้น้ำมันดิบหนักได้มากขึ้น ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และจะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการเลือกผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากการผลิตน้ำมันดิบ และยังมีความสามารถในการกลั่นน้ำมันเตาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น middle distillates ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ขยายตัว นอกจากนั้นยังจะทำให้สามารถผลิตวัตถุดิบสำหรับการผลิตปิโตรเคมี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปลายน้ำได้ในอนาคต

ติดตามอ่านบทวิเคราะห์หุ้น TOP ฉบับเต็ม (วันที่ 11 มี.ค.2562) ได้ที่นี่ : คลิกอ่านบทวิเคราะห์

สัปดาห์หน้า เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะมาเล่าเรื่องอะไรให้ฟังอีก รอติดตามนะคะ….

151515

ลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง : รับชมวีดีโอ TOP Roadshow@Bualuang ย้อนหลัง

ได้ผ่านทาง “Bualuang iChannel” > เลือกเมนูหลัก “Video”> เลือก Category “Roadshow”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม…คลิกที่นี่

บุคคลทั่วไป  : เปิดบัญชีหุ้นกับหลักทรัพย์บัวหลวงสามารถติดตามบทวิเคราะห์และรับชม Roadshow หุ้นรายตัว…ง่าย สะดวก รวดเร็ว!!

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น