ตะวันขึ้นที่ “เอสวีไอ”

น้ำท่วม ไฟไหม้โรงงาน แถมยังมาขาดแคลนวัตถุดิบอีก หลายปีที่ผ่านมา บมจ.เอสวีไอ ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่หลังซื้อกิจการอิเล็กทรอนิกส์ประเทศออสเตรีย จากกลุ่ม Seidel  ในปี 2559 ยอดขายค่อยๆ ขยับขึ้น  ล่าสุดได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดโรงงานกัมพูชาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สตอรี่นี้จะหนุนการเติบโตอย่างไร  “เม่าจำไม By Bualuang Securities” คัดคำต่อคำที่ “คุณพงษ์ศักดิ์  โล่ห์ทองคำ” ผู้บริหาร SVI เล่าในงาน SVI Roadshow@Bualuang มาให้อ่าน!!!

โจทย์ท้าทาย 3 ปีข้างหน้า

1080-x-1080-FB-Event-1

ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา SVI มียอดขายรวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่ระดับ 3,740 ล้านบาท หลังลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆมีความต้องการสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ขณะเดียวกันภาวะวัตถุดิบขาดแคลนเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น

ปัจจุบันบริษัทผลิตสินค้า 3 ประเภท คือ 1. แผงวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA)  คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของยอดขาย 2. สินค้าสำเร็จรูป (Turnkey Box Build) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดขาย (มาร์จิ้นสูงที่สุด) และ 3. สินค้าสำเร็จรูปประเภทระบบ (System-Build) คิดเป็นสัดส่วน 5%  ของยอดขาย

คุณพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI ในฐานะผู้นำในการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เล่าว่า  นับตั้งแต่บริษัทเข้าซื้อกิจการบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศออสเตรีย จากกลุ่ม Seidel ในปี 2559 ยอดขายรวมของบริษัทก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากเดิมที่เคยทำยอดขายเฉลี่ยปีละกว่า 9 พันล้านบาท ขยับมาอยู่ระดับ 1.26 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 ผ่านมา 2 ไตรมาสของปี 2561 ทำยอดขายได้แล้ว 7.10 พันล้านบาท (บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ประเทศออสเตรีย มีโรงงานผลิตในประเทศยุโรป 3 แห่ง คือ ออสเตรีย ฮังการี และสโลวาเกีย และยังมีบริษัทวิจัยในประเทศออสเตรีย และสโลวีเนีย)

เราเชื่อมั่นว่า การเติบโตจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้!!! เพราะเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดโรงงานแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา บนพื้นที่ 40 ไร่ (67,000 ตารางเมตร อาคารผลิต 17,000 ตารางเมตร) ตอนนี้มีลูกค้าในมือแล้ว 2 ราย ซึ่งโอนมาจากโรงงานในเมืองไทย ล่าสุดอยู่ในช่วงทดสอบการผลิต (โรงงานในกัมพูชาได้รับประโยชน์จากระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP)

คาดว่า ภายในครึ่งปีแรกของปี 2562 จะเริ่มเดินเครื่องผลิต Mass Production ซึ่งปีแรกอาจสร้างยอดขายได้ระดับ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ใน 3 ของกำลังการผลิต) และภายใน 3-4 ปีข้างหน้า หากสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต โรงงานแห่งนี้จะทำรายได้ที่ระดับ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คุณพงษ์ศักดิ์  ย้ำว่า จากการซื้อกิจการในประเทศออสเตรีย ,เปิดโรงงานในกัมพูชา, มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และคำสั่งซื้อจากลูกค้าเดิมมากขึ้น ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่า ในช่วงปี 2561-2563 อาจมียอดขายประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, 600-640  ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

โดยในปี 2561 บริษัทอาจรับรู้ยอดขายกิจการในยุโรปประมาณ 100 ล้านดอลาร์สหรัฐ หลังหันมาโฟกัสลูกค้าขนาดใหญ่แทนลูกค้าขนาดเล็ก จากเดิมที่ทำยอดขายได้ปีละ 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในปี 2562 เราจะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหม่ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลูกค้ากลุ่มยานยนต์ ลูกค้ากลุ่มสื่อสาร และลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม)

“ตอนนี้กิจการมีความนิ่งแล้ว หลังที่ผ่านมาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วม ไฟไหม้ และภาวะขาดแคลนส่วนประกอบ วันนี้พร้อมเติบโตไปข้างหน้า เพราะผู้บริหารของเราเก่ง ผ่านมาแล้วทุกวิกฤต” คุณพงษ์ศักดิ์ ยืนยัน

ผู้บริหาร SVI  ทิ้งท้ายบทสนทนาว่า กำลังมองหาโอกาสการเติบโตในแถบ North America ตอนนี้เล็งฐานการผลิตในเม็กซิโก เพื่อจับตลาดอเมริกาเหนือ เพราะเม็กซิโกมีค่าแรงต่ำ และยังเป็นสมาชิกของ USMCA FTA หวังว่าจะได้เห็นภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายหลัก 90% ในแถบยุโรป ฉะนั้นได้เวลามองหาตลาดใหม่ๆ แล้ว

BLS ประเมินฐานะ SVI  ปี 6163  

1080-x-1080-FB-Event-2

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินว่า ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจะหนุนอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3 ปี 61 อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับซื้อวัตถุดิบของ SVI อยู่ที่ 32.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย.) ขณะที่บริษัทจะรับรู้รายได้ที่อัตรา 33.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่างเดือนก.ค.-ส.ค.)

เบื้องต้นประเมินอัตรากำไรขั้นต้นที่มากกว่า 10% ในไตรมาส 3 ปี 61 ขยายตัวจาก 9.7% ในไตรมาส 2 ปี 61 และ 5.8% ในไตรมาส 3 ปี 60 ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะมีรายได้ที่ 130-140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ยอด booking 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  และ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยปกติแล้วไตรมาส 3 เป็นช่วงที่ยอดขายสูงที่สุด แต่สำหรับปีนี้ ยอดขายรายไตรมาสคาดสูงสุดในไตรมาส 4 หนุนโดยคำสั่งซื้อใหม่ และการเพิ่มกำลังการผลิต

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

2 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. สุขทิพย์ อภิวัฒน์อุดมคุณ

    บทความนี้มีประโยชน์สำหรับการตัดสินใจของนักลงทุนมาก ๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น