หุ้น JKN มีอะไรดี !?

สร้างผลงาน 9 เดือนของปี 2561 โดดเด่น โกยกำไรสุทธิ 181.71 ล้านบาท เกือบเท่ากับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 187.67 ล้านบาท คงไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จะทำให้ “นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์” ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือ BCH (เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์) ยอมควักเงินซื้อ หุ้น เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย หรือ JKN ผ่านกระดาน  Big lot ติดต่อกัน 2 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน จาก “ตระกูลจักราจุฑาธิบดิ์” จำนวน 4 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 13.30 บาท สูงกว่าราคาในกระดาน เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา และอีก 7 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 11.80 บาท เมื่อต้นเดือนธ.ค. 2561

ม้านอกสายตาอย่าง JKN ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของประเทศไทยสู่สากล และนำเข้าคอนเทนต์ชั้นนำจากต่างประเทศ มีอะไรดี ? ทำไมคุณหมอนักลงทุนถึงยอมควักเงินร้อยกว่าล้าน เพื่อครอบครองหุ้น JKN ที่เข้าประจำการณ์ตลาดหุ้นได้เพียง 1 ปี แม้จะหาคำตอบชัดๆจากคุณหมอเฉลิมไม่ได้ แต่ “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะมาแชร์ยุทธศาสตร์การเติบโต JKN เจ้าของกิจการคอนเทนต์พันล้าน ให้ฟัง…

เตรียมผลิตคอนเทนต์ข่าวป้อนเจ้าของสถานี…

คุณธีรภัทร์ เพ็ชรโปรี รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย ยืนยันหนักแน่นว่า เมื่อก่อน JKN เคยมีการพูดคุยกับเจ้าของช่วงทีวีดิจิทัลหลายๆช่อง รวมถึงช่อง Money Channel หลังปี 2560 บริษัทได้ลิขสิทธิ์ CNBC Thailand อายุ 10 ปี (ค่าลิขสิทธิ์ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทยอยจ่ายภายใน 10 ปี)  เพราะมองว่า ช่องรายการเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งนี้จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่อง CNBC Thailand

การพูดคุยกับช่อง Money Channel  ในครั้งนั้น ก็มีตั้งแต่ JKN ผลิตคอนเทนต์ข่าวขายให้กับ Money Channel หรือ Money Channel มาซื้อลิขสิทธิ์ CNBC Thailand ต่อจาก JKN และสองบริษัทจับมือร่วมทุนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องล้มดีลไปเมื่อ 6 เดือนก่อน เพราะเรามีระบบการทำงานที่แตกต่างกัน และไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงานร่วมกัน แต่หลังช่อง Money Channel ประกาศยุติการออกอากาศไปเมื่อปลายเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทก็มีความสนใจจะนำเสนอรายการเกี่ยวกับการเงินการลงทุน เพื่อผลิตออกอากาศทุกแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตอนนี้ JKN กำลังสร้างสตูดิโอเป็นของตัวเอง เพื่อผลิต 4 รายการข่าวที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจและการลงทุน (ออกอากาศทุกวัน) โดยจะนำคอนเทนต์ดังกล่าวไปนำเสนอขายให้กับเจ้าของช่องทีวีดิจิทัลต่างๆ คาดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 คงได้ข้อสรุปเรื่องลูกค้าที่มาซื้อคอนเทนต์ข่าว และภายในไตรมาส 2 ปี 2561 สตูดิโอและอุปกรณ์การออกอากาศมูลค่าประมาณ 40-50 ล้านบาท จะสามารถเปิดใช้งานได้

ไม่ต้องกลัว JKN จะซ้ำรอย Money Channel ผู้บริหาร JKN ยืนยันหนักแน่น JKN ไม่มีช่องข่าวข่าวเป็นของตัวเอง ฉะนั้นเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายย่อมแตกต่างกับเจ้าของคอนเทนต์ที่มีสถานีเป็นของตัวเอง หลายคนได้ยินแบบนี้ อาจสงสัยว่า JKN ก็เป็นเจ้าของช่อง JKN DRAMAX ไม่ใช่หรอ?…..

ต้นทุนในการทำคอนเทนต์ข่าวกับคอนเทนต์ซีรีส์แตกต่างกัน เพราะช่องซีรีส์ของเราออนแอร์ผ่านระบบดาวเทียมไม่ต้องมีต้นทุนค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและค่าโครงข่าย ที่สำคัญฐานลูกค้าก็แตกต่างกัน ช่องซีรีส์เน้นลูกค้าธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ที่เข้ามาเช่าพี้นที่โฆษณาเพื่อขายสินค้า

CNBC Thailand จะเข้ามาช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอให้กับบริษัท ที่สำคัญยังกระจายความเสี่ยงของกลุ่มรายได้เพราะปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจาก 8 กลุ่มคอนเทนต์ หลักๆ มาจาก“เอเชียน แฟนตาซี” (Asian Fantasy) ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์คอนเทนต์ประเภทซีรีส์ละคร และภาพยนตร์ จากประเทศในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ประเทศเกาหลีใต้ อินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน เป็นต้น โดยในช่วงปีแรกบริษัทต้องการเห็นรายได้กลุ่มคอนเทนต์ข่าวประมาณ 10%

รูปแบบรายการ CNBC Thailand จะถอดแบบ CNBC แม่มาเป๊ะ ก่อนที่จะออกอากาศจริง เราต้องทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ ต้องให้โปรดิวเซอร์ ทีมงานมานั่งพูดคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อทำรายการเสมือนจริง และให้เขาตรวจสอบว่า ใช้ได้หรือไม่ เราต้องทำอยู่แบบนี้นาน 2-3 เดือน

“คอนเทนต์ข่าวไม่ได้ทำกำไรเยอะแยะ แต่ข่าวสามารถต่อยอดธุรกิจไปสู่งานประเภทอื่นๆได้ เช่น จัดสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน หรือจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างคอนเน็คชั่นให้กับผู้ร่วมโครงการ เป็นต้น”

P1230741

คุณพิสมัย ลิขิตอำนวย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ คุณธีรภัทร์ เพ็ชรโปรี รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี

JKN เป็นมากกว่าผู้นำเข้าส่งออก คอนเทนต์!!!

คุณธีรภัทร์ เล่าว่า เจ้าของตัวจริง JKN “คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” วางนโยบายชัดเจนว่า JKN ต้องไม่เป็นเพียงคนขายคอนเทนต์ แต่ต้องเป็นคนส่งออกวัฒนธรรมเมืองไทย ผ่านการนำลิขสิทธิ์ละคร และซีรีส์เมืองไทย ไปจำหน่ายให้กับต่างประเทศ เพราะคอนเทนต์เปรียบเหมือนประตูที่จะเปิดให้คนต่างชาติรู้จักเมืองไทยมากยิ่งขึ้น จะว่าเราทำตามประเทศเกาหลีก็ได้ เพราะเขาประสบความสำเร็จจากการส่งออกวัฒนธรรมผ่านซีรีส์ จนกลายเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่ชาวไทย

เมื่อเป้าหมายสำคัญของ JKN เป็นเช่นนั้น ตลอดปี 2561 เราเดินหน้านำละครไทยของช่อง 3 รวมถึงซีรีส์อินเดีย และซีรีส์ฟิลิปปินส์ ที่เราได้ลิขสิทธิ์ไปจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ในปี 2561 อาจมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกประมาณ 20-25%

สเต็ปต่อไป JKN จะเดินหน้าส่งออกคอนเทนต์ที่มีอยู่ในมือไปในตลาดทั่วโลก สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทที่ต้องการมุ่งหน้าสู่การเป็น “โกลบอลคอมพานี” ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า วันนี้วางเป้าหมายชัดเจนว่า ในปี 2563 และปี 2564 ต้องมีสัดส่วนส่งออกเฉลี่ย 30-35% และ 40-50% ตามลำดับ

พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแรงและเร็ว ฉะนั้นต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องมองหาเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา ที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์เกาหลี และอินเดีย มาจำหน่ายให้กับช่องดิจิทัลต่างๆ ล่าสุดได้ซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์ฟิลิปปินส์มาขายให้กับลูกค้า ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ เชื่อว่าจะได้รับการรตอบรับอย่างดี

“ภายใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561-2563) JKN จะต้องเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี”  คุณธีรภัทร์ ยืนยันเป้าหมาย

รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี ทิ้งท้ายบทสนทนาว่า JKN อาจเป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่แฟนคลับซีรีส์เกาหลี อินเดีย และฟิลิปปินส์ แต่ในมุมของนักลงทุน หุ้น JKN ยังไม่เป็นที่รู้จักดีพอ เรื่องนี้เรารับรู้มาตลอด หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า JKN มีรายได้หลักมาจากการขายเวลาโฆษณา

ทั้งที่ในความเป็นจริง เรามีรายได้จากการขายโฆษณาแค่ 4% จากช่อง JKN DRAMAX ซึ่งรายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ ในช่วงที่ผ่านมา JKN จึงพยายามเดินสายโรดโชว์ เพื่อพบนักลงทุนให้มากขึ้น เราต้องการปรับความเข้าใจนักลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของเรา

“JKN ทำธุรกิจปลายทาง หลายช่องซื้อซีรีส์ของเราไปฉาย เพราะต้นทุนต่ำกว่าการที่เจ้าของสถานีผลิตรายการเอง เรามีซีรีส์ทุกเกรด ตั้งแต่สารคดียันตลก ลูกค้าสามารถเลือกช้อปได้ตามกำลังทรัพย์ นอกจาก JKN จะเป็นคนขายคอนเทนต์แล้ว เรายังช่วยลูกค้าวางผังรายการด้วย”

สัปดาห์หน้า เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะมาเล่าเรื่องอะไรให้ฟังอีก รอติดตามนะคะ….

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น