“งบการเงิน” เรื่องง่ายๆ ที่คุณก็รู้

“งบการเงิน … พูดเบาๆ ก็เวียนหัว”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่ได้เรียนมาทางบริหารธุรกิจ การที่จะต้องมานั่งเรียนรู้เรื่องอะไรพวกนี้มันจะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังศึกษาเรื่องของแรงโน้มถ่วง หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนก็มิปาน

“แต่เดี๋ยวก่อน … การทำความเข้าใจเรื่องงบการเงินแท้จริงมันไม่ได้ยากลำบากซับซ้อนอะไร กลับกันถ้าคุณได้ศึกษาอย่างจริงจังแล้วละก็ คุณจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่อยู่รอบตัวคุณนั่นเอง” งบการเงินจะประกอบไปด้วยงบย่อยๆ อีก 5-6 งบ แต่ในวันนี้ผมจะกล่าวถึงเพียงงบหลักๆ 3 งบด้วยกัน

งบดุล (บัญชีทรัพย์สิน)

คุณเคยจดบันทึกทรัพย์สินของตัวเองไหมครับ? จดบันทึกว่าวันนี้เรามีเงินในธนาคารเท่าไหร่ มีหุ้น/กองทุน เท่าไหร่ มีบ้าน/คอนโด/รถยนต์ ที่คิดเป็นมูลค่าตลาดเท่าไหร่ รวมไปถึงเป็นหนี้ใครบ้าง และเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ การจดบันทึกทรัพย์สินในลักษณะนี้เราเรียกว่าการทำ “งบดุล” ครับ

ในทางธุรกิจก็เช่นกัน งบดุลจะเป็นงบที่บอกว่าบริษัทนั้น มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เงินสด, ที่ดิน, อาคาร, เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ และจะบอกด้วยว่าในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ครอบครองมันได้มาด้วยหนี้กี่บาท ได้มาด้วยเงินทุนของเราเองกี่บาท (งบดุลฝั่งหนี้สิน+ทุน)

1

ตัวอย่างการวิเคราะห์งบดุล เช่น ใช้ดูสถานะปัจจุบันของบริษัทว่าจากทรัพย์สินทั้งหมดที่มีได้มาจากการก่อหนี้เท่าไหร่ ส่วนของเจ้าของที่ลงทุนลงไปเท่าไหร่ ซึ่งถ้าคุณไปเจอบริษัทไหนที่ทรัพย์สินได้มาจากการก่อหนี้สูงๆ ก็สามารถเดาได้เลยว่าบริษัทอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้มาก (อาจส่งผลกระทบถึงเงินปันผล) หรือหากบริษัทไหนมีหนี้สูงกว่า ก็ควรจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำกว่าบริษัทที่มีหนี้น้อยกว่า

หลายครั้งที่ผมเจอบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างน่าสนใจ ดูดีมีอนาคต แต่ด้วยหนี้สินที่สูง เวลาบริษัทเจอโครงการอะไรที่น่าลงทุน บริษัทจะไปยืมเงินใครมาลงทุนอีกก็ยาก จึงเหลือหนทางสุดท้ายคือเพิ่มทุน (ขอเงินผู้ถือหุ้น)

งบกำไรขาดทุน (แสดงรายรับรายจ่าย)

งบนี้จะคล้ายกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของคุณ ว่าเงินที่ได้มาจากการทำงาน มันถูกเอาไปใช้จ่ายเท่าไหร่ เหลือเป็นเงินออมเท่าไหร่ ในทางธุรกิจก็เช่นกัน งบกำไรขาดทุนบอกว่าในแต่ละช่วงเวลา บริษัททำมาค้าขายได้เงินมาทั้งหมดกี่บาท หักต้นทุนค่าวัตถุดิบแล้วเหลือเท่าไหร่ หักค่าจ้างคนงาน จ่ายดอกเบี้ย เสียภาษี แล้วเหลือเท่าไหร่นั่นเอง

2

ตัวอย่างการวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน งบนี้จะเป็นตัวที่ใช้บอกทั้งความสามารถในการดำเนินงานของตัวบริษัท และความเสี่ยงจากการทำธุรกิจ อย่างเช่น บริษัททำเงาะกระป๋องแห่งหนึ่ง มียอดขาย 100 บาท คิดเป็นต้นทุนค่าเงาะ ค่าน้ำเชื่อม ค่าคนงาน 70 บาท อย่างงี้หมายความว่าร้านนี้ มีต้นทุนคิดเป็น 70% ของยอดขายแล้ว ถ้าเกิดวันใดวันเงาะเกิดขึ้นราคา น้ำตาลขึ้นราคา ต้นทุน 70 บาทอาจกลายเป็น 80 เป็น 90 หรือ มากกว่า 100 บาท บริษัทนี้อาจกลายสภาพจากบริษัทที่มีกำไร เป็นบริษัทที่ขาดทุนทันที

งบกระแสเงินสด (บอกที่มาที่ไปของเงิน)

งบกระแสเงินสด จะทำหน้าที่เหมือนรายงานที่มาที่ไปของรายได้และค่าใช้จ่ายของบริษัท ว่าเงินที่ได้มา ได้มาจากอะไร เงินที่จ่ายไป จ่ายไปเพื่ออะไร โดยงบกระแสเงินสด จะแบ่งกระแสเงินสดออกไปอีก 3 ประเภท

3

บางครั้งเราอาจจะไปเจอบริษัทที่ดูงบกำไรขาดทุนแล้วกำไรเติบโตดี น่าสนใจ แต่เมื่อมาดูในงบกระแสเงินสดแล้วกลับพบว่า กำไรที่ได้มานั้น เป็นกำไรจากการขายทรัพย์สินบางอย่างของบริษัทไป ไม่ได้เป็นกำไรที่เติบโตมาจากการทำธุรกิจ แบบนี้บริษัทที่เรามองว่ากำไรโต ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้น่าสนใจเองก็เป็นได้

จะดูงบการเงินได้จากที่ไหน?

คุณสามารถเข้าไปดูงบการเงินของทุกบริษัทจดทะเบียนผ่านทาง http://www.set.or.th/ ซึ่งเป็นเวปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ที่รวบรวมข้อมูลสำคัญทุกอย่างที่ควรรู้ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น

capture-20161006-105448

แค่พิมพ์ชื่อหุ้นที่ต้องการลงใน “Get Quote” ข้อมูลของบริษัทที่เราสนใจก็จะมาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า

capture-20161006-111359

สรุปข้อสารสนเทศบริษัทจดทะเบียน จะเป็นการสรุปรวมข้อมูลทุกอย่างของบริษัทให้อยู่ในหน้าเดียว “บริษัททำมาหากินอะไร กำไร / อัตราส่วนทางการเงินเป็นยังไง ใครถือหุ้น” ทุกอย่างจะรวบรวมไว้ในหน้านี้

capture-20161006-111423

capture-20161006-110514

งบการเงิน / ผลประกอบการ จะสรุปข้อมูลทางการเงินที่เป็น Highlight มาให้ดูคร่าวๆ เพื่อให้พอเห็นภาพรวมและผลการดำเนินงานของบริษัท

“Practice  Make a Man Perfect” การจะดูเพียงแค่ตัวอย่างคร่าวๆ ที่ผมยกให้ดูคงไม่อาจทำให้คุณเก่งงบการเงินขึ้นมาได้ทันทีครับ ฉะนั้นมันจะดีกว่าแน่นอนหากเราสามารถฝึกดูงบการเงินด้วยตัวเองบ่อยๆ ลองผิดลองถูกเพื่อให้เกิดการตกตะกอนทางความคิด และคุณเองก็สามารถติดตามเกร็ดความรู้ง่ายๆ เกี่ยวกับการเลือกหุ้นแบบ Fundamental ได้อีกในสัปดาห์หน้าครับ

ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น