เจาะพื้นฐานหุ้น ผ่าน DuPont Analyst

เมื่อพูดถึงตัวเลขสัดส่วนทางการเงิน ที่กูรูนักลงทุนระดับพระกาฬ ใช้พิจารณาเลือกลงทุนไม่ว่าจะเป็น ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่าง Warren Buffett หรือเจ้าของการคัดเลือกหุ้นแบบ “CANSLIM” อย่าง William O’Neil และอีกหลายสำนัก ล้วนแล้วแต่เลือกใช้ ROE เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์เลือกหุ้นนั้น อย่างนี้ต้องสำคัญ!!!

ทำไมต้อง ROE ?

ROE คือ อัตรากำไรต่อส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือสัดส่วนที่เอา กำไรสุทธิ หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น มันบอกเราว่า บริษัทเอาเงินผู้ถือหุ้นไปสามารถสร้างกำไรกลับคืนมาได้เท่าไรต่อปี ตัวเลขจะเป็นเปอร์เซนต์ เพราะงั้นยิ่งมากก็ควรจะยิ่งดี”

อย่างบริษัท ก. มีส่วนทุน (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น) 1 ล้านบาท บริษัทสร้างกำไรต่อปีได้ 2 แสนบาท อย่างนี้ ROE เท่ากับ 20% แต่ถ้า บริษัท ข. มีส่วนทุน 1 ล้านบาทเท่ากัน แต่สร้างกำไรต่อปี ได้ 5 หมื่นบาท อย่างงี้ ROE คือ 5%

เราก็เห็นแล้วว่าบริษัท ก น่าลงทุนกว่าเยอะกำไรดีกว่า ROE ที่ 20% ก็เหมือนว่าบริษัทใช้เงินผู้ถือหุ้น 100 บาท สร้างกำไรได้ 20 บาทต่อปีนั้นเอง

อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ส่วนประกอบที่มาที่ไปของ ROE จะทำให้เราเข้าใจพื้นฐานบริษัทได้มากขึ้น ซึ่งก็คือการใช้ “DuPont analyst” (ใช่ คือ DuPont เดียวกันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์เคมี แต่คนละอันกับที่ทำไฟแช็คนะครับ) ที่จะวิเคราะห์ค่า ROE ว่า ROE ที่ได้มานั้นมันมาจากอะไรบ้าง

capture-20181101-113441

อัตราการทำไร ในที่นี้คือ EBIT margin

คือเอา กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีตั้ง หารด้วย ยอดขาย (EBIT / SALE) แน่นอนยิ่งสูงหมายถึงขายของไป 100 บาทได้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีกี่บาท ยิ่งสูงยิ่งดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจด้วย ธุรกิจบริการ ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ เพราะงั้นอัตราการทำกำไรมักสูง ธุรกิจโรงงานผลิต รับจ้างผลิต EBIT margin ไม่ค่อยสูงมาก ธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าปลีก กำไรต่อชิ้นจะต่ำ ทั้งนี้ EBIT margin มากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทธุุรกิจ แต่ถ้าธุรกิจคล้ายกัน ยิ่งสูงแสดงว่าเก่งกว่า มีความสามารถการทำกำไรที่สูงกว่า

อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Turnover : ATO)

เห็น ATO นึกว่าจะซื้อเปิด At The Open ย่อเหมือนกันแต่แปลคนละความหมายนะครับ ATO อันนี้เอา ยอดขายตั้งหารด้วยสินทรัพย์รวม (Sale / Asset) ผลออกมาจะเป็นเท่า ตัวเลขที่ได้คือใช้สินทรัพย์ 1 บาทไปก่อให้เกิดยอดขายได้กี่บาท ยิ่งมากยิ่งดึบ่งบอก หมายถึงบริษัทใช้สินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพ ขายได้เร็ว ใช้สินทรัพย์น้อยแต่สร้างยอดขายได้มาก อย่างงี้ดีถูกไหมครับ บางธุรกิจอัตราการทำกำไรต่ำ แต่มีอัตราการหมุนเวียนของยอดขายที่สูงมาชดเชยก็จะทำให้ผลประกอบการออกมาดีได้ อย่างกลุ่มค้าปลีก แต่บางธุรกิจอัตราการทำกำไรดีมาก แต่อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ต่ำ อย่างกลุ่มอสังหาฯ EBIT margin อาจเห็น 30% แต่ Asset Turnover ได้แค่ 0.3 รอบต่อปีเท่านั้น

เมื่อ 2 ประสาน อย่าง EBIT margin x Asset Turnover คูณกัน ค่าที่ได้จะเป็น ROA (Return On Asset) หรือกำไรต่อสินทรัพย์ ซึ่งยิ่งสูงยิ่งดี บอกว่าบริษัทลงทุนในสินทรัพย์แล้ว ก่อให้เกิดกำไรมากน้อยเท่าไหร่ ผลเป็น % ยิ่งสูงก็แสดงว่าเก่ง ROA จะสูงได้ ต้องขายของให้อัตรากำไรเยอะๆ (EBIT margin สูง) และหมุนรอบขายของให้ไว (ATO สูง)

ตัวอย่าง  : BH

BH1

ตัวอย่าง  :  COM7

Com71

ลองดู BH และ COM7 ธุรกิจต่างกันที่มาของตัวเลขก็จะต่างกันด้วย อัตราการทำกำไร EBIT Margin ของ BH เป็นโรงพยาบาล ธุรกิจประเภทบริการ ต้นทุนการให้บริการไม่มาก อัตราการทำกำไรจะสูง 25-28% แต่ COM7 ค้าปลีก IT ซื้อมาขายไป กำไรต่อชิ้นน้อย อัตราการทำกำไรจะไม่สูง 3-4% เท่านั้น 

การทำโรงพยาบาลต้องลงทุนสูง อย่าง BH เองลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมาก อย่างตัวโรงพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ เมื่อสินทรัพย์มีขนาดใหญ่ ทำให้ยอดขายเทียบกับสินทรัพย์ หรืออัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ ATO ไม่ถึง 1 อยู่ประมาณ 0.8++ เท่า

ในขณะที่ COM7 สินทรัพย์ไม่มาก หลักๆก็คือ ตัวสินค้าเอง ซื้อมาแล้วก็ขายไปให้เร็ว รอบจึงมากทำให้การหมุนเวียนของสินทรัพย์จะสูงถึงประมาณ 3-4 เท่า

เห็นไหมครับว่า อัตราการทำกำไรที่สูง ATO ไม่ต้องหมุนสูงมาก ROA ก็จะสูงได้อย่าง BH แต่อัตราการทำกำไรไม่สูง แต่ขายเก่งขายเร็ว ATO สูงก็ช่วยให้ ROA สูงขึ้นได้อย่าง COM7

ผลกระทบจากดอกเบี้ยและภาษี (NET Profit margin/ EBIT margin)

ค่าเป็น % ถ้าบริษัทไม่มีดอกเบี้ยจ่าย และภาษีจ่ายเลยค่าตรงนี้จะเท่ากับ 100% แต่ถ้ามีดอกเบี้ย และภาษีจ่ายค่าจะต่ำลงมา เช่น 60-80% ยิ่งได้รับผลกระทบจากภาษีและดอกเบี้ยจ่ายมาก คือมีการ จ่ายภาษีมาก หรือจ่ายดอกเบี้ยมาก ค่าจะยิ่งต่ำลง

อย่างไรค่าตรงนี้จะต่ำกว่า 1 เพราะใครทำดีมีกำไรก็ต้องจ่ายภาษี (The fine is a tax for doing wrong, The Tax is fine when doing right ) บางบริษัทหนึ้มาก ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย่จ่ายสูง ทำให้ค่าต่ำมากได้

สัดส่วนสินทรัพย์ต่อทุน (Asset / Equity)

หรือเราเรียกว่า Gearing หรืออัตราทด คือ สินทรัพย์ที่เอามาลงทุนใช้ทุนเท่าไหร่ ถ้ายิ่งสูงคือมีทุนน้อยกู้มาก ค่าต่ำสุดที่เป็นได้คือ 1 คือไม่กู้เลย ส่วนที่เรียกว่าอัตราทด เพราะมันเปรียบเสมือนคานงัด ยิ่งใส่ทุนน้อย ใช้เงินกู้มากๆ สามารถสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นหรือ ROE ได้สูงขึ้นมาก

แต่ถ้าโลกสวยอย่างงั้นก็กู้กันให้มากๆ เพื่อจะได้ ROE สูงๆสิ…ไม่ง่ายอย่างนั้นครับ การใช้ Gearing สูง ๆ สิ่งที่ตามมาคือดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นตาม และถ้ารายได้กำไรไม่แน่นอนแล้วไซร้ ความ….จะมาเยือน หลายบริษัทไปไม่รอดเพราะช่วงดีก็กู้มากเพื่อต้องการสร้าง ROE ให้สูง แต่พอเศรษฐกิจซบเซา ก็เศร้ากันได้ อย่างหลายบริษัทที่กู้กันมากช่วงวิกฤตปี 40 ไม่รอดหลายหลาย ล้มหายไปก็มาก การกู้ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ต้องรู้จักใช้แต่พอดี ธุรกิจที่มีรายได้แน่นอนอย่างขายน้ำ ขายไฟ ก็อาจจะกู้มี Gearing ที่สูงหน่อยได้ แต่ถ้าธุรกิจไม่แน่นอนสูง Gearing ไม่ควรสูงมาก

ROE = ROA X (NET Profit margin/ EBIT margin) X (Asset / Equity)

บทสรุป

การวิเคราะห์ ROE ผ่าน ratio จาก DuPont Analyst จะช่วยให้เราเห็นภาพที่มาที่ไปว่า ROE ที่สูงเป็นผลจากสาเหตุอะไร ? ROE ที่สูงอาจไม่ได้เกิดจาก Ratio ทุกตัวที่ดีหมด เนื่องจากธุรกิจแต่ละประเภทแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามคือ ส่วนประกอบที่ทำให้ ROE ดีขึ้นเกิดจากอะไร และมีแนวโน้มดีขึ้นไหมในอนาคต

23166544456

ข่าวดี!! ท่านที่ใช้ Stock Signal ของหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถเข้าไปดู DuPont Analyst บนแท็บ Summary ได้ ไม่ต้องคำนวนเองให้เมื่อยตุ้ม และยังมีสัดส่วนทางการเงินให้ดูย้อนหลังอีกเพียบ เชิญพินิจพิเคราะห์ได้ตามอัธยาศัย

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

2 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

แสดงความคิดเห็น