“Clubhouse” แพลตฟอร์มออนไลน์สุดร้อนแรง ฝั่งสหรัฐฯ มาแล้ว กระทบใครบ้าง?

[FINAL] AW_Clubhouse (2)

ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน social media Clubhouse เติบโตขึ้นเร็วมากภายในไม่กี่สัปดาห์

ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีเซเลบริตี้เข้ามาใช้งานมากมาย ทำให้แอปฯนี้โด่งดังเป็นพลุแตก โดยฟีเจอร์หลักของ Clubhouse เปรียบเสมือนการจัดสัมมนาขนาดย่อมและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังสามารถยกมือถามคำถามได้กันแบบสดๆ โดยที่ผู้เข้าร่วมฟังไม่ต้องเสียเงินอะไร ซึ่งแม้แต่ Elon Musk ยังออกมาโปรโมทว่าใช้ ยิ่งเรียกกระแสขึ้นไปอีก

บ้างก็ว่าธุรกิจนี้จะมา disrupt วิทยุ หรือ social media apps ทั้งหลาย เนื่องจากถูกแย่งเวลาใช้งานออกไป โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับ “เสียง” เช่น Spotify, SoundCloud, Apple Music

แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น Clubhouse อาจเข้ามา disrupt ธุรกิจโรงแรมที่มีรายได้จากการจัดสัมมนาเช่นกัน เนื่องจาก Clubhouse ก็คือ แพลตฟอร์มที่สามารถจัดสัมมนาขนาดย่อมได้ดี ๆ นี่เอง

นี่เป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ “ซับซ้อน” เพียงแต่พลิกมุมในการนำเสนอ และสร้าง “ประสบการณ์” ใหม่ ๆ ให้กับผู้ใช้ หรือลูกค้าได้ดี ก็สามารถที่จะปังในชั่วข้ามคืนได้

วันนี้ทีม BLS Global Investing จึงชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับแพลตฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้อย่าง “Clubhouse”

Clubhouse ให้อะไรกับลูกค้า?

  1. ให้ความรู้สึกของ Community คนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน มาพูดคุยและฟังกัน เกิดการสื่อสารกันแบบ 2 ทาง ไม่ต้องมีพิธีการอะไรมาก ให้ความเรียบง่ายอย่างชัดเจน
  2. ไม่ละเว้นความสัมพันธ์กับเพื่อน รู้สิ่งที่เพื่อนของเราสนใจ และรู้ได้ว่าเพื่อนของเรากำลังฟังอะไรอยู่ ชวนเข้าห้องกัน อีกทั้งชวนเพื่อนและคนรู้จักมาพูดคุยในหัวข้อที่น่าสนใจกันได้ เพียงแค่สร้างห้องตั้งเวลาเอาไว้
  3. เพียงแค่กดปุ่ม ยกมือ raise hand ก็มีโอกาสมีส่วนร่วมในการพูดคุย หรือสามารถตั้งคำถามได้ง่าย ๆ (ลักษณะเหมือนการสัมมนาออนไลน์ แต่ทุกอย่าง่ายมากขึ้น ทำอะไรอยู่ก็ฟังได้)

Co-Founder ของ Clubhouse คือใคร และเกิดขึ้นมาได้ยังไง?

Rohan Seth และ Paul Davison นั่นเอง โดย Clubhouse เกิดขึ้นมาจากที่ลูกสาวของ Rohan Seth มีปัญหาความผิดปกติทางยีนส์ เข้าจึงพูดคุยปรึกษากัน และได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือลูกสาวของเขาขึ้นมา เค้าคุยกันบ่อยมากจนกระทั่งมีไอเดียว่าอยากจะทำให้การฟัง Podcast นั้นง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และพยายามตัดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกไป จึงเกิดมาเป็น Clubhouse นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว… Usage Time กับโทรศัพท์มือถือของคน เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

รวมถึงในโซเชียลมีเดียที่คนเริ่มหันมาใช้มากขึ้น เนื่องจากที่เค้าว่ากันว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การติดต่อสื่อสาร พูดคุย พบหน้า กับคนอื่น ๆ เป็นหนึ่งในความต้องการของหลาย ๆ คน โดยในปัจจุบัน อัตราการใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกอยู่ที่ 54% (ข้อมูลจาก Statista)

111

Source: Hootsuite

1 สัปดาห์ มี 7 วัน

1 วันมี 24 ชั่วโมง

ทำให้ระยะเวลาในการใช้งานโซเชียลมีเดียมีอยู่จำกัดในแต่ละวัน

พอมี Clubhouse เป็นอีกหนึ่งแอปฯ ที่หลายคนกำลังติด และใช้เวลาอยู่ใน Clubhouse เป็นเวลานาน เลยทำให้เรามองว่า Usage Time ของแอปฯ อื่น ๆ นั้นถูกทำให้ลดลงไป

แล้วมีหุ้นอะไรที่น่าจะได้ประโยชน์จากปรากฎการณ์ Clubhouse นี้บ้าง?

แน่นอนว่าหุ้นที่เสียประโยชน์ อย่างน้อยก็ในไตรมาสนี้ น่าจะเป็นหุ้น Social Media ทั้งหลาย ที่พอสายตา หรือ “เวลา” ของคนอยู่กับแพลตฟอร์มเหล่านี้น้อยลง ผู้ใช้งานก็อาจจะเห็น “โฆษณา” น้อยลงเช่นกัน มากน้อยลดหลั่นกันไป ตามความสามารถในการแข่งขัน และจำนวนผู้ใช้งานของ apps นั้น

ยกตัวอย่างเช่น Facebook ที่แม้อาจเสียประโยชน์บ้าง แต่สังเกตเวลาคนจะ live ผ่าน Clubhouse ก็มักจะเอาโพสนั้นมาประกาศแปะใน Facebook อยู่ดี

หรือในอีกมุมหนึ่ง บริษัทหรือธุรกิจโรงแรมที่มีรายได้จากการเก็บค่าห้องสัมมนา ก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ซ้ำเติมจากวิกฤตโควิด เพราะยุคนี้นับว่าเป็นยุคแห่งการ disrupt ชั่วข้ามคืน ใครปรับตัวไม่ทัน ก็อยู่ยาก

เหมือนที่ Andrew Grove อดีต CEO Intel กล่าวไว้ว่า Only the Paranoid survive.

มาดูกันว่า business model ของ Clubhouse ต่อไปจะเก็บเงินกับผู้ใช้งานยังไง แต่ตอนนี้เค้าต้องการผู้ใช้จำนวนมากก่อน ถ้าให้เดา อาจเพิ่มฟีเจอร์ แจกเอกสารประกอบ หรือส่งรูป แล้วเก็บเงิน หรืออีกหน่อยถ้าใครอยากเข้าห้องที่มีเซเลบริตี้ก็เก็บเงินนิดหน่อย ได้ฟังคนระดับประเทศ ระดับโลก แถมยกมือถามคำถามได้อีก

กลับมาที่หุ้นได้ประโยชน์ มีตัวนึง ชื่อว่า Agora Inc. (API) บริษัทจีนที่จดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่ง Clubhouse ใช้ software ถ่ายทอดเสียง ที่ชื่อว่า Real time Engagement Platform as a service (RTE-PaaS) แต่หุ้น API ขึ้นทะลุฟ้าไปแล้ว 😅 โดยราคาหุ้นปรับขึ้นกว่า 134% นับตั้งแต่ต้นปี

เราจึงอยากจะมาพูดถึงแพลตฟอร์มยอดฮิตตลาดกาล ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก มาดูกันว่าบริษัทเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบได้เสีย มากน้อยอแค่ไหนกัน และแต่ละสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกันอย่างไร?


Facebook (FB)

ผู้ร่วมคิดค้นแพลตฟอร์ม คือ Mark Zuckerburg พร้อมกับเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัย Harvard อย่าง Eduardo Saverin, Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes 

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สร้างสังคมระหว่าง เพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ สำหรับแชร์ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งเรื่องส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและเปิดกว้างในหลาย ๆ ด้าน

สิ่งที่ให้กับผู้ใช้งาน

  • สร้างความสัมพันธ์แบบไม่เห็นหน้าโดยสื่อสารหรือติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อนหรือคนรู้จักผ่านหน้าจอโทรศัพย์หรือคอมพิวเตอร์
  • กลุ่มของคน (Community) ที่สนใจและชื่นชอบสิ่งเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน แลกเปลี่ยนกัน
  • การซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook นอกจากบัญชีผู้ใช้งานส่วนตัว ยังมีบัญชีสำหรับร้านค้า เพื่อเปิดให้ลูกค้าเข้ามาเลือกชมสินค้าผ่านออนไลน์ และพูดคุยซื้อขายกับร้านค้าได้

ไตรมาส 4 ปี 63 จำนวนผู้ใช้งานต่อวัน (DAUs) 1.8 พันล้านคน (จำนวนคนที่เข้ามาใช้งานในแอปฯในวันนั้น) และรายได้หลักของ Facebook มาจากการโฆษณา (Advertising) คิดเป็น 97% ของรายได้รวม ที่ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในไตรมาส 4 ปี 63 ที่ผ่านมา

222Source: Facebook Earning Presentation Q4/20

ระยะเวลาที่คนจะใช้เวลาอยู่กับ Facebook อาจน้อยลง แต่รู้หรือไม่ว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่เลือก Facebook เป็นช่องทางในการโปรโมตหรือโฆษณาห้องใน Clubhouse ที่จะถูกจัดขึ้น พูดง่าย ๆ เหมือนเป็น Ads โปรโมต ซึ่งพื้นที่ในการโปรโมตก็คงจะหนีไม่พ้น Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

 

Pinterest (PINS)

ผู้ร่วมคิดค้นแพลตฟอร์ม ได้แก่ Ben Silbermann, Evan Sharp และ Paul Sciarra

Pinterest ถูกเรียกว่าเป็น The world’s catalog of ideas ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการแชร์เนื้อหาต่าง ๆ โดยเฉพาะรูปภาพ หากใครต้องการไอเดียหรือต้องการดูรูปภาพสวย ๆ ก็สามารถหาได้จากแพลตฟอร์มนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปเอง หรือออกนอกบ้าน อยากได้ไอเดียอะไร พิมพ์คีย์เวิร์ด และกด Search ได้เลย

จำนวนผู้ใช้ต่อเดือนที่ 459 ล้านคน (จำนวนคนที่เข้าใช้แพลตฟอร์มภายในเดือน)

Pinterest เป็นแพลตฟอร์มที่มีมานาน ตั้งแต่ปี 2552 แต่จะเห็นว่าอัตราการเติบโตของรายได้นั้นไม่ธรรมดาเลย รายได้จาก Pinterest ไตรมาส 4 ปี 63 อยู่ที่ 706 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นับว่าเติบโตมากกว่า 76% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 63 อีกทั้งรายได้จากการการใช้งานในประเทศอื่น ๆ นอกสหรัฐฯอยู่ที่ 82% ของรายได้รวม โดยรายได้ของ Pinterest มาจาก “Promoted Pins” ซึ่งเป็นรูปที่สปอนเซอร์ทำการจ่ายเงินค่าโฆษณาเพื่อให้สื่อนั้น ๆ ขึ้นอยู่บน Pinterest โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาพบเจอก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่สนใจและคำที่ใช้ในการค้นหา เป็นต้น

หากดูในแง่ของผลกระทบจาก Clubhouse Pinterest จะเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากมองที่ลักษณะของสินค้า จะเห็นว่าเน้นรูปซะเป็นส่วนใหญ่ หาไอเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การ Design เป็นต้น และเน้นภาพนิ่งซะเป็นส่วนใหญ่ ผู้ใช้สามารถ Save ได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังสามารถจัดหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระเบียบ ง่ายต่อการนำมาใช้อีกด้วย

ล่าสุด !!!! Microsoft เล็งซื้อบริษัท Pinterest จะซื้อจริงหรือไม่ ตามดูกันค่ะ และเรามองว่าหาก Deal การเข้าซื้อกิจการสำเร็จจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น Pinterest เนื่องจากจะได้ใช้บริการคลาดวด์ชั้นนำ Azure ภายใต้การบริการของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ อย่าง Microsoft (MSFT)

 

Twitter (TWTR)

ผู้ร่วมคิดค้นแพลตฟอร์ม คือ Jack Dorsey, Noah Glass, Biz Stone และ Evan Williams

แพลตฟอร์มในการพูดคุยกันแบบง่าย ๆ โดยสามารถส่งข้อความ รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือลิงค์ ได้ง่าย ๆ แบบเน้นความเร็วและ Real-time จะเห็นได้จากที่คุณ Elon Musk โพสข้อความอะไร ได้รับการตอบรับที่ล้นหลามและรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ ไม่ต้องมีการขั้นตอนที่ยุ่งยาก เข้าแอป พิมพ์ข้อความ กดโพส แค่นี้ข้อความก็ออกสื่อ Public แล้ว

โดยในไตรมาส 4 ปี 63 ที่ผ่านมา ยอดผู้ใช้งานรายเดือนอยู่ที่ 192 ล้านคน และจำนวนทวีตต่อวันอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านทวีต (ทวีต แปลว่า เสียงนกร้อง)

ถ้าพูดถึงความเรียบง่าย ผู้ใช้งานทวีตเตอร์สามารถแชร์ความคิด ข่าสาร หรือสิ่งที่รับรู้มาได้ง่าย ๆ ผ่านการพิมพ์ และกด Publish ได้เลย โดยคอนเซปต์อย่างนึง ที่ค่อนข้างคล้ายกัน ก็คือการเขียนที่ง่าย สามารถออกสู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งคนยังสามารถแชร์ หรือที่เรียกว่า Retweet ได้ง่าย ๆ โดยใช้เวลาน้อยมาก อาจมองได้ว่าฟีเจอร์ของ Clubhouse นับว่าเป็นการผสมผสานของหลาย ๆ แพลตฟอร์มเข้าด้วยกันก็ว่าได้

 

Alphabet (GOOGL)

ผู้ร่วมคิดค้นแพลตฟอร์ม Youtube คือ Steve Chen, Jawed Karim และ Chad Hurley

Youtube ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มวีดีโอพระเอกของ Alphabet โดยปัจจุบันคนมักชอบดูวิดีโอใน Youtube ช่วงเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความบันเทิง สาระความรู้ ฯลฯ ซึ่งเราคาดว่าเวลาที่ใช้ไปกับ Youtube อาจลดลงไปบ้าง เนื่องจากการมาของ Clubhouse อย่างไรก็ดี หากพูดถึงความหลากหลายของเนื้อหา Youtube และเนื้อหาแบบ On Demand ก็คงจะทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คน เลิกดู Youtube ไปไม่ได้ บางทีคนเราก็ต้องการจุดสัมผัสทั้งการดูและการฟังไปพร้อม ๆ กันเพื่ออรรถรสในการรับรู้ เป็นต้น เราจึงมองว่าผลกระทบจากการเข้ามาของ Clubhouse ยังจำกัด

ด้านโมเดลธุรกิจ จะเห็นว่า Youtube เป็นเพียงหนึ่งธุรกิจในบริษัท Alphabet เท่านั้น โดยธุรกิจหลักที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ก็คือการโฆษณานั่นเอง ซึ่งการโฆษณาผ่าน Youtube ยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆที่ผู้ประกอบการหลายๆคนเลือกเป็นช่องทางเพื่อทำการโฆษณาสินค้าและบริการ

 

Spotify (SPOT)

ผู้ร่วมคิดค้นแพลตฟอร์ม Spotify คือ Daniel Ek และ Martin Lorentzon

เอาใจสายฟังกันบ้าง Spotify เป็นบริษัทน้องใหม่ ๆ ที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปได้ไม่นาน ซึ่งจะเห็นว่า Spotify เป็นแอปฯ และแพลตฟอร์มสำหรับฟังเพลง Music Streaming และการฟัง Podcast โดย Spotify เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แพลตฟอร์มเท่านั้น ที่รองรับ Podcast เจ้าอื่น ๆ อาทิ Soundcloud, Joox ก็ฟังได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ฟังก์ชันของการฟัง Podcast คล้าย ๆ กับการ Clubhouse เนื่องจากผู้ใช้สามารถค้นหาเนื้อหาและสิ่งที่อยากรู้และเลือกเข้าไปฟังได้ตามใจ แต่ Clubhouse นั้นนับว่า Realtime มากกว่า และยังสามารถโต้ตอบกับผู้พูดหรือ Speaker ได้อีกด้วย ดังนั้นเส้นแบ่งระหว่างผู้พูดและผู้ฟังเริ่มจะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้สามารถมองได้ว่า Spotify อาจเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดว่า Usage Time อาจลดลงมากกว่า เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ

 

ขอปิดท้ายซักนิดว่า

นอกจากหุ้นกลุ่มนี้แล้ว ยังมีหุ้นกลุ่มโรงแรมที่อาจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ Clubhouse เพราะว่าฟังก์ชันและสิ่งที่ลูกค้าได้รับไป คล้ายกันกับการจัดงานสัมมนา สามารถฟัง เพียงแต่ไม่มีภาพ (ซึ่งบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นนัก) อีกทั้งสามารถถามตอบได้ง่าย ๆ อยู่ที่บ้าน ไม่ต้องเดินทาง แต่งตัว ให้ยุ่งยาก ไม่ต้องเสียต้นทุนในการจัดงาน นับว่าเป็นการลดความเสี่ยงของการระบาดโควิด-19 ในยุค New Normal นี้ได้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าปัจจุบัน แอปฯ Clubhouse จะใช้งานได้เพียงระบบปฏิบัติการ iOS ทำให้ผู้ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android อาจต้องเสียใจกันเป็นแถบ อย่างไรก็ดี ล่าสุดเหมือนมีข่าวว่าทาง Clubhouse กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับกับระบบปฏิบัติการ Andriod เพิ่มเติม ดังนั้นเราเชื่อว่าหาก Clubhouse พัฒนาระบบสำเร็จ จะทำให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และผลกระทบที่แตกต่างกันต่อแอปฯโซเชียลมีเดียข้างต้น อาจชัดเจนยิ่งขึ้น 

 

สัปดาห์หน้าจะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไรนั้น ติดตามกันได้ทุกวันเสาร์ 11.00 น. นะคะ

📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

📌 ติดตามรายงานการลงทุนต่างประเทศ คัดสรรสำหรับลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง “เนื้อหาอัดแน่นและจัดเต็ม” ทุกสัปดาห์ ในเมนู Global Research https://bls.tips/reportblsglobalinvesting

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่