จัดพอร์ตให้ชนะโดยไม่ต้องออกรบด้วย BCAP Global Wealth

ถ้าใครยังจำกันได้ ช่วงต้นปี 2020 นักลงทุนหลายๆท่านต่างก็ตกอกตกใจกับตลาดหุ้นที่วูบลงเหมือนรถไฟเหาะ ตอนนั้นเองที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง
ซึ่งการจัดพอร์ตลงทุนมีหลากหลายวิธี ทั้งในแง่การหาสินทรัพย์ที่ดี จับจังหวะซื้อขายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีชนะตลาด โดยการจัดพอร์ตแบบนี้เรียกว่าการบริหารแบบ Active ซึ่งต้องมีเวลาหาข้อมูลและปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีอีกวิธีที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละคนและไม่ต้องยุ่งยากมาก นั้นคือการทำ Asset Allocation ที่วางเงินตามสัดส่วนที่เหมาะสมแล้วลงทุนระยะยาว
ผลตอบแทนของแต่ละ Asset Class ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีสินทรัพย์ใดเป็นผู้ชนะเสมอไป
novelinvestor-asset-class-returns-fy-2020
ที่มา : Novelinvestor.com
การทำ Asset Allocation คืออะไร ? 
Asset Allocation คือการกระจายการลงทุนให้หลากหลายสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหลากหลาย Asset Class โดยจะมีสินทรัพย์หลักๆ อยู่ 2 ประเภทคือ สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์มั่นคง โดยสินทรัพย์เสี่ยงประกอบด้วย หุ้นซึ่งก็มีหลากหลายประเทศทั้งในและต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ,สินค้าโภคภัณฑ์, อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งแม้จะมีความผันผวนแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนสินทรัพย์มั่นคงก็จะเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งเงินฝากธนาคาร โดยการลงทุนเน้นการกระจาย ผสมผสานเพื่อให้ได้พอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากที่สุด
จุดเด่นของการทำ Asset Allocation
  • สร้างผลตอบแทนที่เหมาะกับความเสี่ยง ด้วยการผสมผสานของสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์มั่นคง ทำให้นักลงทุนเลือกระดับได้ว่าพอร์ตเราควรมีสัดส่วนเท่าไหร่ก็ผสมสินทรัพย์หลัก 2 ประเภทให้เหมาะ เสี่ยงต่ำ ก็เน้นสินทรัพย์มั่นคงมากหน่อย  ผลตอบแทนคาดหวังมาก ความเสี่ยงสูงต้องมีสินทรัพย์เสี่ยงมากหน่อย
  • การกระจายความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยง ด้วยสินทรัพย์แต่ละประเภทอย่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์มั่นคง การเคลื่อนไหวมักจะไม่ไปด้วยกัน เช่น ช่วงเศรษฐกิจดี หุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงจะให้ผลตอบแทนดี แต่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย สินทรัพย์มั่นคงมักให้ผลตอบแทนที่ดี การรวมสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทเข้าด้วยกันจะลดความเสี่ยงไปได้
  • กระจายหลากหลายประเทศก็ลดความเสี่ยงได้เช่นกัน แต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศทิศทางของตลาดแต่ละที่ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บางปีอเมริการดี ยุโรปดี หรือบางปีจีนดี บางปีหุ้นไทยดี และก็มีหลายปีที่หุ้นไทยไม่ไปไหนเช่นกัน เพราะไม่มีประเทศไหนยืนเด่นให้ผลตอบแทนดีได้ตลอด การกระจายประเทศก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้เราไม่พลาดโอกาสการลงทุนและลดความเสี่ยงไปได้พอควร เห็นได้จาก 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนสูงกว่าไทยพอสมควร
  • ช่วยให้เราสามารถวางแผนการลงทุนได้ หลากหลายวัตถุประสงค์การลงทุน วัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างก็ต้องการแผนการลงทุนที่ต่างกันไป ถ้าบอกว่าวางเงินเพื่อเกษียณกับเก็บเงินเพื่อวางแผนไปเที่ยว แผนการลงทุนก็ควรต่างกัน สัดส่วนความเสี่ยงก็ควรต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาการลงทุน ถ้าระยะยาวก็สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเป้าหมายระยะสั้น ความสำคัญของเป้าหมายถ้าสำคัญมากพลาดไม่ได้ก็ต้องลงสินทรัพย์มั่นคง ปลอดภัยมากหน่อย และความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย เจอความผันผวนแล้วไม่สบายใจอันนี้ก็ต้องสินทรพย์มั่นคงมากหน่อย
  • สร้างพอร์ตที่เหมาะกับเราจริงๆ ด้วยความเสี่ยงของเราแต่ละคนรับได้ไม่เท่ากันบางคน ต้องการผลตอบแทนสูงรับเสี่ยงได้มาก ลงมากกว่า 20% มองว่าเป็นโอกาสที่จะซื้อเพิ่มอย่างนี้สินทรัพย์เสี่ยงให้มากหน่อย แต่ถ้าบางคนเห็น NAV ตกลงไป 5% ก็ไม่สบายใจแล้ว อย่างนี้ต้องสินทรัพย์มั่นคงให้เต็มพอร์ต ซึ่งการทำ Asset Allocation ตอบโจทย์ทั้งเป้าการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

จะทำ Asset Allocation ได้อย่างไร ?

  1. นักลงทุนต้องหาสัดส่วนที่เหมาะกับตัวเองก่อนว่าจะเอาสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่อสินทรัพย์มั่นคงเท่าไร จะ 20:80 ,50:50 หรือ 70:30
  2. ถัดมาคือในสินทรัพย์เสี่ยงหรือสินทรัพย์มั่นคงนั้นเราจะลงอะไรบ้าง ถ้าสินทรัพย์เสี่ยงจะไปประเทศไหนและประเภทอะไรบ้างที่ระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างยากหน่อย เนื่องจากกองทุนหุ้นก็มีหลากหลายประเทศ และหลากหลายนโยบายการลงทุน โดยเราต้องมาวิเคราะห์ว่าในช่วงระยะเวลาการลงทุน 1 ปีข้างหน้ามีอะไรน่าลงทุนบ้าง หรือสินทรัพย์มั่นคง เราจะลงพันธบัตร ตราสารหนี้เอกชนของใครบ้าง
  3. เมื่อเราได้แล้วก็นำมาผสมสัดส่วนที่เหมาะสม โดยมีต้องทำ Backtesting ว่าสัดส่วนในแต่ละสินทรัพย์ที่่ใส่เข้าไป สัดส่วนไหนสามารถทำพอร์ตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด (Efficient Portfolio) มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงที่สุด สมมติเราต้องการผลตอบแทนที่ 6% เราก็ผสมสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนคาดหวังที่ 6% แต่มีความผันผวนอย่างน้อยที่ผ่านมาให้น้อยที่สุด
  4. ทำการปรับปรุงหรือ Balancing Portfolio ปรับพอร์ตให้สมดุล หากสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นมามากเราก็ต้องขายบางส่วนแล้วมาซื้อสินทรัพย์มั่นคง เพื่อให้คงสัดส่วนพอร์ตคงเดิม เช่น เราต้้งใจให้พอร์ตเราอยู่ 50:50 ถ้าหุ้นโตขึ้นทำให้สัดส่วนเป็น 55:45 เราก็ต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงลงมาบางส่วนไม่ให้สัดส่วนเบ้ไป

BCAP Global Wealth กอง Asset Allcation ทางลัดการจัดพอร์ต

ขั้นตอนการทำ Asset Allocation เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก และถ้าจัดเองกว่าจะครบทุกสินทรัพย์ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่มีทางลัดที่เราสามารถวางเงินผ่านกอง BCAP Global Wealth ที่ออกมาเป็น Series กระจายสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งพอเป็นอย่างนี้การกระจายทำได้มาก จึงลดความเสี่ยงไปได้เยอะกว่ากระจุกลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศเพียงอย่างเดียว โดย BCAP Global Wealth มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงให้เลือก ตั้งแต่ 10% 25% 50% 75% และ 90% ตามตัวเลขที่กำกับบนชื่อกองเลย อย่าง BCAP-GW75 ก็มีสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ประมาณ 75% ของพอร์ต

Picture2

จุดเด่นของการจัดพอร์ตด้วย BCAP Global Wealth

Picture3

  • กองทุนลงทุนแบบ Active คือมีการจัดสัดส่วนที่เหมาะสม ผ่าน ETF ทั่วโลกทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการค่อนข้างต่ำ และสามารถกระจายการลงทุนได้หลากหลาย  และการบริหารแบบ Active ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการสอดคล้องตามสถานการณ์ อีกทั้ง Rebalance Port ให้เหมาะสมด้วยการคงสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม
  • มีผู้จัดการกองทุน เกือบ 10 คนดูแลกองนี้ให้เราอยู่ กองนี้บริหารจัดการโดย BCAP โดยมีทีมงานที่ดูทั้งด้านเศรษฐกิจ หุ้น สัดส่วนการลงทุน เชิงปริมาณเยอะทีเดียว ดังนั้นสบายใจได้เค้ามีทีมบริหารจัดกองเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดกับความเสี่ยง
  • ไม่ต้องเปลี่ยนกองทุนไปมา สามารถเอาเป็น Core Port หรือพอร์ตการลงทุนหลักของท่านได้เลยในระยะยาว เหมือนกับการจัดทัพเสร็จแล้วเราอยู่กับเค้าไปเลย ไม่ต้องเสียเวลารบหรือ Active อะไรให้มากมาย เหมือนวางแผนชนะได้โดยไม่ต้องไปรบพุ่งกับใคร
  • สามารถสร้างเป็นกลยุทธ์การลงทุน Core and Satellite คือเอา ฺBCAP Global Wealth เป็นสัดส่วนหลัก 50-70% ของพอร์ตส่วนที่เหลือไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจากสถานการณ์ เช่น ช่วง Tech มาก็เติมกอง Tech เพื่อมาเป็น Satellite ได้ เป็นต้น
  • ผลงานที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการวางแผนการลงทุนระยะยาวได้
เลือกสัดส่วนไหนดี เพื่อใช้วางแผนการลงทุน? 
นักลงทุนทุกคนต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่อย่าลืมเรื่องความเสี่ยง ดังนั้นการวางแผนการลงทุนมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย จึงอยากให้ท่านคำนึงถึง 2 แกนหลักเพื่อเลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะสม
  • เรื่องระยะเวลา ยิ่งระยะยาวมากเราก็จะเลือกลงทุนที่เสียงได้มากขึ้น
  • เรื่องความสำคัญของเป้าการลงทุน ถ้าวัตถุประสงค์เป้าการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญมากๆพลาดไม่ได้อย่างนี้ก็รับความเสี่ยงมากไม่ได้ครับ
โดยลองเอาเรื่องเวลากับความสำคัญมาให้คะแนนในการเลือกได้เหมาะเช่น ระยะสั้นกว่า 2 ปี ให้ 1 คะแนน  ระยะกลาง 2-5 ปีให้ 2 คะแนน ระยะยาว 5-10 ปีให้ 4 คะแนนและ 10 ปีขึ้นไป ให้ 5 คะแนน ส่วนเรื่องความสำคัญ ถ้าสำคัญมากที่สุดให้ 1 คะแนน สำคัญมาก 2 สำคัญปานกลางให้ 3 และสำคัญน้อย 4 คะแนน  เอาคะแนนทั้ง 2 มิติมารวมกัน ถ้าต่ำกว่า 3 คะแนน ลงทุนไม่เกิน  ฺBCAP-GW25 ถ้าได้ 4- 6 คะแนน ก็ไม่ควรเกิน ฺBCAP-GW 50 แต่ถ้า  7 คะแนนขึ้นไป ก็ลงได้ ฺBCAP-GW75-ฺBCAP-GW90 เป็นต้น อันนี้ไปแนวทางเบื้องต้นนะครับ ยกตัวอย่างเก็บเงินเพื่อการท่องเที่ยวในอีก 2 ปีข้างหน้าหลัง covid ฟื้น ระยะ 2 ปีให้ 1 คะแนน ความสำคัญก็ปานกลางสำหรับการท่องเทียว 3 คะแนน รวมกันได้ 4 คะแนน อย่างนี้เราก็ไปลงทุนไม่ควรเกิน ฺBCAP-GW 50 เป็นต้น
การวางเงินจัดพอร์ตการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เราสามารถวางแผนและใช้ BCAP-GW เป็นเครื่องมือสร้างพอร์ต ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง สามารถเลือกแล้วลงทุนระยะยาวและต่อเนื่องด้วยการทำ DCA ก็ได้ โดยเฉพาะท่านที่ต้องการวางแผนเกษียณ ถ้ามีระยะเวลาอีกนานเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ก็ควรจะเป็น BCAP-GW 50 ขึ้นไปเพราะระยะเวลาการลงทุนนาน เมื่อเลือกได้แล้วสามารถลงทุนสะสมไปได้เรื่อยๆไม่จำเป็นต้องปรับอะไรมาก เลือกกองเดียวสามารถ DCA ยาวๆ ไป จนถึงเกษียณ มีโอกาสได้ตามผลตอบแทนที่คาดหวังได้ในะระยะยาว จึงเปรียบเสมือนการจัดทัพออกรบให้ชนะได้โดยไม่ต้องสู้รบปรบมือกับใคร และที่สำคัญ “พอร์ตการลงทุนที่ดีที่สุด ไม่ใช่พอรืตที่สร้างผลตอบแทนดีที่สุด แต่เป็นพอร์ตที่ตรงกับความเสี่ยงที่เรารับได้มากที่สุด”
ผลงาน BCAP Global Wealth Series สามารถปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเกิดวิกฤติ COVID-19 ซึ่งความผันผวนและผลตอบแทนเป็นไปตามระดับความเสี่ยง
Outlook-cnkt5qzy
เทียบผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา BCAP Global Wealth Series ให้ตามทฤษฎีความเสี่ยงสูงผลตอบแทนคาดหวังสูง (High Risk High Expected Return)
download

ซื้อกองทุน BCAP Global Wealth ได้ที่ Streaming for Fund

dca

1Fund Code – ระบุชื่อกองทุนที่ต้องการซื้อ หรือ คลิก search เพื่อค้นหาจากรายการ

เลือกกองทุนตามนโยบายการลงทุนที่ต้องการ สามารถเลือกลงตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ ตั้งแต่ Global wealth 10 , 25 , 50, 75 และ 90

  • BCAP-GW10 : ทรัพย์สินเสี่ยง (ตราสารทุน, ทรัพย์สินทางเลือก) ไม่เกิน 10% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินมั่นคง (ตราสารหนี้)
  • BCAP-GW25 : ทรัพย์สินเสี่ยง (ตราสารทุน, ทรัพย์สินทางเลือก) ไม่เกิน 25% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินมั่นคง (ตราสารหนี้)
  • BCAP-GW50 : ทรัพย์สินเสี่ยง (ตราสารทุน, ทรัพย์สินทางเลือก) ไม่เกิน 50% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินมั่นคง (ตราสารหนี้)
  • BCAP-GW75 : ทรัพย์สินเสี่ยง (ตราสารทุน, ทรัพย์สินทางเลือก) ไม่เกิน 75% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินมั่นคง (ตราสารหนี้)
  • BCAP-GW90 : ทรัพย์สินเสี่ยง (ตราสารทุน, ทรัพย์สินทางเลือก) ไม่เกิน 90% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินมั่นคง (ตราสารหนี้)

2Amount – ระบุจำนวนเงิน (บาท)

3Frequency – ความถี่ในการลงทุน สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ Monthly รายเดือน, Weekly รายอาทิตย์

  • กรณีที่เลือก Monthly สามารถเลือกระบุวันลงทุนได้ วันที่ 131
  • กรณีที่เลือก Weekly สามารถเลือกระบุวันลงทุนได้ วันจันทร์ – ศุกร์

4Valid From – ระยะเวลาเริ่มต้นลงทุน (สามารถเลือกได้ตั้งแต่วันที่ปัจจุบันถึง 1 ปีข้างหน้า)

5Valid To – ระยะเวลาสิ้นสุดการลงทุน (สามารถเลือกได้ตั้งแต่วันที่ปัจจุบันถึง 1 ปีข้างหน้า)

6Payment Type – ชำระเงินเพื่อซื้อกองทุนผ่านบริการหักเงินจากบัญชีธนาคารอัตโนมัติ (ATS) ** กำหนดขั้นต่ำในการซื้อ 5,000 บาท **

7ระบุ PIN จากนั้นกด SUBMIT ตรวจสอบความถูกต้อง และกด Confirm

เปิดบัญชีกองทุนรวมออนไลน์กับหลักทรัพย์บัวหลวง สะดวก ง่าย ไม่ต้องส่งเอกสาร!!

คลิกเพื่อเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์

fund01


ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน…ศึกษาข้อมูลกองทุนและหนังสือชี้ชวนเพิ่มเติมได้ที่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บมจ. หลักทรัพย์บัวหลวง โทร. 0-2618-1111

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่