สรุปประเด็นสัมมนา “เปิด 7 หุ้นฮ่องกงเทพมังกรฟ้า พญาอินทรีจีน”

ผ่านไปแล้วกับงานสัมมนาออนไลน์สุด Exclusive พิเศษสุด ๆ สำหรับลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง 

ในหัวข้อ เปิด 7 หุ้นฮ่องกงเทพมังกรฟ้า พญาอินทรีจีน

วิทยากรโดย คุณเอิร์ธ รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส มาพร้อมกับ คุณพี พีรณัฐ  ยืนยงพิสิฐ ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ต่างประเทศ 

วันนี้…เรามีประเด็นดี ๆ จากงานสัมมนามาฝากกันค่ะ 

แนวโน้มเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างไร…จีนจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นไหม 

คุณเอิร์ธ ตอบคำถามนี้ว่า ทางการจีนจะยังไม่รีบถอนคันเร่งนโยบายการเงินในเร็ว ๆ นี้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยสำหรับตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงที่ต้องติดตาม ดังต่อไปนี้

1.การฉีดวัคซีนโควิด-19 

china vaccine

แม้จีนจะเป็นประเทศที่มีประชากรได้รับวัคซีนมากที่สุดในโลกที่ราว 333 ล้านโดส แต่หากเทียบสัดส่วนต่อ 100 คน จะพบว่า จีนมีสัดส่วนที่ 23 คน ยังคงน้อยกว่าสหรัฐฯและอังกฤษ ที่ราว 80 คน แสดงให้เห็นว่าประชากรจีนยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างเต็มที่

2.เศรษฐกิจ 

gdp

GDP ไตรมาสที่ 1 ปี 64 ของจีน โต 18.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าหากดูเป็นรายไตรมาส จะพบว่ามีอัตราการเติบโตเพียง 0.6% เท่านั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนไม่ได้ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดมากนัก

3.อัตราเงินเฟ้อ 

cpi

พิจารณาจากดัชนีผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) ในเดือน เม.ย.64 โต  6.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการนำตัวเลขการส่งออกเข้ามาคำนวณ จึงจะสะท้อนถึง Demand ทั่วโลกเข้ามาด้วย เนื่องจากจีนถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ในขณะที่ดัชนีผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งเป็นตัวสะท้อนตัวเลขภายในประเทศได้ดีกว่า ยังคงโตในอัตราที่ไม่สูงมาก เพียง 0.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ด้วยวัคซีนที่ยังไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง รวมถึงอัตราการเติบโตของ GDP รายไตรมาสและตัวเลขวัดอัตราเงินเฟ้ออย่างดัชนี CPI ยังไม่สูงมากนัก แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนยังไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ส่งผลให้จีนจะยังคงไม่มีแนวโน้มที่จะปรับนโยบายทางการเงินให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม

กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นส่งผลกระทบอย่างไร 

ADR

อย่างที่ทราบกันดีว่า กฎเกณฑ์ ADR Delisting Rules ในสหรัฐฯ ใกล้จะเริ่มนำมาบังคับใช้แล้ว โดยเมื่อปลายเดือนมี.ค. 64 ทางสำนักงานก.ล.ต.สหรัฐ (SEC) ได้เตรียมฉบับร่างและขอความเห็นจากสาธารณะ ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะหากมาตรฐานทางบัญชีของบริษัทไม่ผ่านกฎเกณฑ์ Holding Foreign Companies Accountable Act: HFCAA บริษัทก็มีแนวโน้มที่จะถูกถอดถอนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯได้ แต่อย่างไรก็ดี วิทยากรทั้ง 2 มองว่า เป็นเพียงปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเป็นไปได้ยากที่บริษัทใหญ่ ๆ จะไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานทางบัญชี

นอกจากนี้สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (SAMR) ได้มีการเข้าสอบสวนและทำการปรับบริษัทเทคฯยักษ์ใหญ่จีน เช่น Alibaba (9988) และ Tencent (0700) เพื่อป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจ ทั้งนี้วิทยากรทั้ง 2 ท่าน มองเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นเช่นกัน เนื่องจากนโยบายออกมา เพื่อเอื้อต่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ให้มีความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้น และยังจะช่วยส่งเสริมให้ภาพรวมอุตสาหกรรมในระยะยาวมีการเติบโตที่มีเสถียรภาพ

Greater Bay Area

GBA

หากพูดถึงประเทศจีนและฮ่องกง ก็คงจะหนีไม่พ้นเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area ที่ประกอบด้วย ฮ่องกง มาเก๊า และอีก 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง เช่น เซินเจิ้น กวางโจว จูไห่ เป็นต้น

โดยในปี 63 ขนาด GDP รวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP จีนเลยทีเดียว ซึ่งจีนก็มุ่งที่จะจัดตั้งให้แต่ละพื้นที่เป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ เช่น เซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยี และฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงิน จึงเป็นที่มาของการกระตุ้นให้บริษัทจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทจดทะเบียนกว่า 72% ในตลาดหุ้นฮ่องกงล้วนแล้วมาจากบริษัทจีนทั้งสิ้น และตลาดหุ้นฮ่องกงยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่การลงทุนในจีน (Gateway to China) อีกด้วย

เปิดโมเดลธุรกิจ หุ้นเด่นตลาดฮ่องกง 

พิเศษสำหรับลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง ที่เข้าฟังสัมมนา จะได้ทำความรู้จักกับ 7 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยทางทีม BLS Global Investing ได้ทำการคัดสรรมาแล้วตาม 3 ธีมน่าสนใจ ได้แก่ ธีมการเติบโตของความมั่งคั่งชาวจีน, ธีมเทคโนโลยีและ E-commerce และธีมระบบการสื่อสาร 5G

โดยสำหรับบทความนี้ เราได้คัด 2 หุ้นเด่น จากงานสัมมนามาฝากนักลงทุนทุกท่านกันค่ะ

AIA Group (1299.HK) 

AIA Stat AIA

ผู้นำวงการประกันภัยสัญชาติฮ่องกงที่เราคุ้นหูกันดี โดยในปี 63 ที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก ตามหลัง Ping An Insurance (2318) บริษัทประกันสัญชาติจีนเท่านั้น  

ถึงแม้ว่า สัดส่วนรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่กว่า 41% มาจากฮ่องกง และในจีนมาเป็นอันดับ 2 ที่ 16% แต่หากพิจารณามูลค่ากรมธรรม์ใหม่ (VNB) จะพบว่าในจีนมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 32% แซงหน้าฮ่องกงเป็นที่เรียบร้อย แสดงถึงโอกาสในการเติบโตของบริษัทในตลาดจีน

นอกจากนี้คาดการณ์จาก Morgan Stanley ยังเผยว่า ชาวจีนจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นแตะ 400 ล้านล้านหยวน ในปี 73 เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจประกันภัยอีกด้วย อีกทั้งเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area ที่จะมีการเปิดตัว Insurance Connect ที่จะทำการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยกระจายไปในวงกว้างมากขึ้น

ZTO Express (2057.HK)

ZTO StatZTO

บริษัทขนส่งพัสดุยักษ์ใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยมี Alibaba (9988) หนุนหลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 11% บริษัทประกอบ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. บริการขนส่งพัสดุ (Express Delivery Services) 2. ตัวกลางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarding Services) และ 3. ธุรกิจอื่น ๆ เช่น จำหน่ายเครื่องปริใบเสร็จ   

บริษัทมีเครือข่ายการขนส่งครอบคลุมกว่า 90% ในจีน และยังมีจุดเด่นที่ได้เปรียบคู่แข่งในแง่ของการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีที่หนุนกำไรต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่ง โดยมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่บริษัทเน้นลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์คัดแยกพัสดุ หรือโดรนขนส่งสินค้า

บริษัทได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในแง่ของส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในจีน ในปี 63 ขึ้นจากอันดับ 5 เมื่อปี 54 และคาดว่าบริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของตลาดด E-commerce ในจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีอัตราการเข้าถึงราว 25% แสดงถึงพื้นที่ในการเติบโตได้ ซึ่งจะมาส่งเสริมการเติบโตของปริมาณการขนส่งพัสดุเช่นกัน

 

พิเศษ สำหรับลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวงสามารถติดตามอีก 5 หุ้นที่เหลือได้ในรายงาน เปิด 7 หุ้นฮ่องกง เทพมังกรฟ้า พญาอินทรีจีน โดยทีม BLS Global Investing 

 

📌 ฟังสัมมนาย้อนหลังผ่าน Bualuang iChannel  คลิก

📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

📌 ติดตามความรู้ทางด้านการลงทุนดีๆ กับพวกเราได้ที่…  https://knowledge.bualuang.co.th/article-categories/globalinvesting/

 

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่