เปรียบเทียบ 5 บริษัทในสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง

เปรียบเทียบ 5 บริษัทในสหรัฐฯ ที่มีธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง

สวัสดีเช้าวันเสาร์ค่ะ วันนี้ทีม BLS Global Investing จะพาทุกท่านไปทำความรู้จัก 5 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง (Video Streaming) ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง และนอกเหนือจากธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งแล้ว บริษัทเหล่านี้ประกอบธุรกิจอะไรบ้าง สัดส่วนรายได้เท่าไหร่ พร้อมกับอัปเดตผลประกอบการล่าสุดว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปีที่ผ่านมา ไปติดตามกันค่ะ

 

[Final] AW-5 Compare Streamingg

เริ่มกันที่บริษัทแรก…

 

MicrosoftTeams-image (37)

  • “Disney Plus” ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งภายใต้บริษัท The Walt Disney Company (DIS.US)

 

Disney+ ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งชื่อดังจากบริษัทการ์ตูนในฝันของใครหลาย ๆ คน ที่ล่าสุดมีการเปิดตัวในประเทศไทยจนกลายเป็นกระแสที่หลายคนต้องสมัครสมาชิก เป็นของตัวเองเลยทีเดียว โดยจุดที่โดดเด่นของสตรีมมิ่งชื่อดังนี้คือ ภาพยนตร์และซีรี่ย์จาก Walt Disney Studio, Walt Disney Television และบริษัทในเครือของ Disney ได้แก่ Disney, Pixar, Marvel, Star War, 20th Century Fox และ National Geographic โดยในปัจจุบัน Disney + กำลังมีการขยายพื้นที่ให้บริการไปทั่วโลก

 

ประเทศที่ Disney + เปิดให้บริการในปัจจุบัน

MicrosoftTeams-image (31)

Source: Wikipedia as of 15/07/64

 

ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับ Walt Disney อย่าง Disney + นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทย่อยอย่าง Walt Disney Direct-to-Consumer & International (DTCI) บริษัทที่ดูแลในส่วนของธุรกิจการให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งและธุรกิจสื่อต่างประเทศ นอกจากนี้ Walt Disney ยังคงมีธุรกิจอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ ซึ่งก็คือบริษัท Disney Media Networks บริษัทย่อยที่ดูแลในส่วนเครือข่ายทีวี ช่องเคเบิ้ล และการผลิตสื่อ, บริษัท Disney Parks, Experiences and Products ที่ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม อาทิ สวนสนุก Disneyland, รีสอร์ทภายใน Disneyland รวมไปถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ดิสนีย์ภายในสวนสนุก และสุดท้ายธุรกิจ The Walt Disney Studios สตูดิโอเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ รวมไปถึง Animation ชั้นนำ และเป็นสตูดิโอชั้นนำของฮอลลีวูดด้วยเช่นกัน

 

ในปี 2563 ที่ผ่านมา Walt Disney มีรายได้ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากปีที่แล้ว 6.1% ซึ่งการหดตัวของรายได้นั้น มาจากผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้รายได้จากกลุ่มสวนสนุกและโรงแรมต้องถูกปิดให้บริการไปชั่วคราว ส่งผลทำให้รายได้จากสวนสนุกและโรงแรมนั้น หดตัวราว 60% เมื่อเทียบกับปี 2563

 

สัดส่วนรายได้ปี 2563 มาจากธุรกิจสื่อและเครื่อข่าย (Media Networks) 39.7%, ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง (Direct-to-Consumer & International)  23.7%, ธุรกิจสวนสนุกและโรงแรม (Disney Parks, Experiences and Products) 23.1% และอีก 13.5% เป็น ธุรกิจสตูดิโอ (Studio Entertainment)

 

ทาง Bloomberg Consensus คาดว่าในปี 2564 รายได้ Walt Disney อาจเติบโตราว 3.8% เมื่อเทียบกับปี 2563 แตะ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนผลตอบแทนราคาหุ้น DIS จากต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค. – 13 ก.ค. 2564) เพิ่มขึ้นมาราว 1.77% อยู่ที่ 183.65 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

 

       MicrosoftTeams-image (36)

 

  • “Netflix” ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งภายใต้บริษัท Netflix, Inc. (NFLX.US)

 

ถ้าพูดถึงธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งก็คงจะขาดชื่อนี้ไปไม่ได้ “Netflix” ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งชั้นนำที่ให้บริการกระจายกว่า 190 ประเทศ โดยคอนเทนต์ซีรี่ย์และภาพยนตร์ที่นำมาฉาย จะเปลี่ยนไปตามความชอบของลูกค้าแต่ละคน ซึ่ง Netflix ก่อตั้งโดย Reed Hasting และ Marc Randolph ในเมือง Scott Valley รัฐแคลิฟลอเนียร์ ทั้งสองเริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นบริษัทให้เช่าแผ่น DVD (ยังคงดำเนินมาถึงปัจจุบัน) โดยธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับ Netflix ในทุกวันนี้คือไม่ได้มีเพียงแค่ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง แต่ยังมีธุรกิจให้เช่า DVD ด้วยเช่นกัน ถึงแม้นจะมีสัดส่วนที่น้อยมาก

 

ในปี 2563 Netflix สามารถสร้างรายได้รวม 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 24% โดยรายได้มาจากธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งถึง 99% และธุรกิจให้เช่า DVD อีก 1% ด้าน Bloomberg Consensus คาดว่าในปี 2564 รายได้ Netflix อาจเติบโตราว 18.9% เมื่อเทียบกับปี 63 แตะ 2.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากไปกว่านั้น ผลตอบแทนราคาหุ้น NFLX จากต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค. – 13 ก.ค. 2564) ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 0.6% โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นไม่ค่อยไปไหนนั้น อาจเป็นเพราะ การผลิตรายการทีวีและภาพยนตร์ที่ชะลอตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลเป็นอย่างมากต่อการขยายตัวในไตรมาสแรกของปี 2564 ประกอบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอื่นอย่าง Disney+ ฯลฯ ทำให้การแข่งขันของธุรกิจสตรีมมิ่งดุเดือดขึ้น มากไปกว่านั้นนักวิเคราะห์ได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2564 ยอดผู้ใช้บริการอาจจะลดลง ซึ่งเป็นผลมาจาก การฉีดวัคซีนโควิด-19  อย่างเป็นวงกว้าง จนทำให้บางประเทศเริ่มออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

 

ประเทศทั้งหมดที่ Netflix ให้บริการ

MicrosoftTeams-image (3)

Source: Netflix, as of 15/07/64

 

 

 

         MicrosoftTeams-image (35)

 

  • “Prime Video” ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งภายใต้บริษัท com Inc. (AMZN.US)

 

ทุกคนคงจะรู้จัก Amazon ในฐานะ e-Commerce ชื่อดังระดับแนวหน้าของโลก แต่หารู้ไม่ว่าบริษัท Amazon ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่เข้ามาดำเนินธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งของตัวเองตั้งแต่ก.ย. ปี 2549 เริ่มต้นในประเทศสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อ Amazon Unbox ได้ดำเนินธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมากว่า 15 ปี ในชื่อว่า “Amazon Prime Video” หรือ “Prime Video” นั่นเอง และในเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน ก็ได้มีการเปิดให้บริการทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศจีน คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือ และซีเรีย ซึ่งโดยปกติแล้วสมาชิก Prime ของ Amazon จะสามารถรับชม Prime Video ได้ฟรี ดังนั้นธุรกิจ Amazon Prime Video จึงเปรียมเสมือนฟีเจอร์สพิเศษที่ช่วยเสริมรายได้จากการสมัครสมาชิก Prime นั่นเอง

 

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา Amazon สามารถสร้างรายได้ 3.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 37.6% โดยรายได้มาจากธุรกิจจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Stores) คิดเป็นสัดส่วน 51.1%, ธุรกิจการให้บริการร้านค้า (Third-Party Seller Service) ที่ 20.8%, ธุรกิจคลาวด์ (AWS) 11.8%, ธุรกิจให้บริการ Subscription ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งที่เราพูดถึงกันไปข้างต้น (Subscription Service) 6.5%, ธุรกิจหน้าร้าน (Physical Stores) 4.2% ซึ่งประกอบไปด้วย ร้านขายของในเว็บไซต์ Amazon ที่ได้รับคะแนน 4 ดาวขึ้นไป (Amazon-4 Star) / ร้านขายหนังสือ (Amazon Book)/ร้านสะดวกซื้อ (Amazon Go) และธุรกิจอื่น ๆ อีก คิดเป็น 5.6% ของรายได้รวมปี 2563

 

ด้าน Bloomberg Consensus คาดว่าในปี 2564 รายได้ Amazon อาจเติบโตราว 26.9% เมื่อเทียบกับปี 2563 หรือแตะ 4.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนผลตอบแทนราคาหุ้น AMZN จากต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค. – 13 ก.ค. 2564) ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 14.17%

 

 

 

      MicrosoftTeams-image (34)

 

  • “Apple TV+” ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งภายใต้บริษัท Apple Inc. (AAPL.US)

 

Apple TV+ ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Apple ที่มีคอนเทนต์ที่เป็นภาพยนตร์ รายการ และสารคดีต่าง ๆ ให้ลูกค้ารับชม โดย Apple TV+ เปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2562 นี้ เริ่มจากในประเทศสหรัฐฯ และมีแผนขยายไปทั่วโลกในอนาคต โดยสามารถรับชมผ่านทางเว็บไซต์ Apple และแอปพลิเคชัน Apple’s TV ก็ได้เช่นกัน

 

ในปี 2563  จำนวนสมาชิกของ Apple TV+ มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือดในธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้รายการและภาพยนตร์ออริจินอลที่ Apple เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์เอง ถูกชะลอการถ่ายทำไป ส่งผลทำให้ในปี 2563 Luca Maestri CFO ของ Apple เผยว่า รายได้ของ Apple TV+ ไม่ได้มีนัยยะสำคัญในผลประกอบการที่ผ่านมาเลย ซึ่งทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่า ธุรกิจสตรีมมิ่งของ Apple จะมีทิศทางอย่างไรในอนาคต จะสามารถขยายฐานลูกค้า ดึงดูดลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน

 

จากที่ได้เล่าไป Apple หนึ่งในหุ้นที่ทีมเราชื่นชอบ นอกจากธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งแล้ว Apple ยังคงมีผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกหลากหลาย และเป็นสินค้าที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง iPhone, iPad, Macbook, Airpods เป็ฯต้น ที่สร้างรายได้ให้มหาศาลกับบริษัท

 

ในปี 2563 ที่ผ่านมารายได้ของ Apple เท่ากับ 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากการจำหน่ายสินค้า Hardware ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่สัดส่วน 80.4% และการให้บริการอื่น ๆ ด้านซอฟต์แวร์ อาทิ Apple TV+, Apple Pay ฯลฯ อีก 19.6% รายได้มีการเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5.5% โดยทาง Bloomberg Consensus คาดว่าในปี 2564 รายได้ Apple อาจเติบโตราว 29.7% เมื่อเทียบกับปี 2563 แตะ 3.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากไปกว่านั้น ผลตอบแทนราคาหุ้นจากต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค. – 13 ก.ค. 2564) ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 52.36% ไปแล้ว

 

และบริษัทสุดท้าย…

 

MicrosoftTeams-image (32)

 

  • “HBO Max” ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งภายใต้บริษัท AT&T Inc. (T.US)

 

HBO MAX เป็นธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งที่ AT&T เป็นเจ้าของ โดยอยู่ภายใต้การดูแลและบริหารงานของบริษัท WarnerMedia หนึ่งในบริษัทย่อยของ AT&T โดยเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งล่าสุดที่มีการเปิดตัวในเดือนพ.ค. ปี 2563 ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้บริการเพียงแค่ในประเทศสหรัฐฯ, ประเทศแถบละตินอเมริกา และล่าสุดในกลุ่มประเทศเขตทะเลแคริเบียน หรือทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโกเท่านั้น อีกทั้งยังมีแพลนที่จะเปิดให้บริการในยุโรปและเอเชียในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 อีกด้วย โดยจุดเด่นของ HBO Max คือ ลิขสิทธิ์จักรวาล DC ที่มีแฟนคลับจำนวนมมาก อย่าง ซุปเปอร์แมน แบทแมน ฯลฯ มองดูแล้ว HBO Max ที่เป็นเจ้าของคอนเทนต์ DC ก็นับได้ว่าเป็นคู่แข่งที่ชัดเจนกับ Disney + เจ้าของคอนเทนต์ Marvels ด้วยเหมือนกัน ศึกวิดีโอสตรีมมิ่งดูจะร้อนแรงมากในปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่า ธุรกิจหลักของ AT&T ไม่ใช่ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งแต่เป็นธุรกิจให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์อันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ (คล้าย AIS บ้านเรา แต่มีมูลค่าบริษัท คำนวณจาก Market Capitalization ที่มีขนาดใหญ่กว่าราว 13 เท่า)

 

ชวนมาพูดถึงที่มาของ AT&T คร่าว ๆ แต่เดิม AT&T Inc. เป็นบริษัทข้ามชาติด้านโทรคมนาคมของสหรัฐฯ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา AT&T Inc. ได้ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจสื่ออย่างจริงจังด้วยการเข้าซื้อกิจการ Time Warner และถูกเปลี่ยนเป็น WarnerMedia ในภายหลัง โดยธุรกิจสื่อภายใต้บริษัท WarnerMedia ที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ ค่ายหนัง Warner Bros., ช่องทีวี HBO, สำนักข่าว CNN, สตรีมมิ่ง HBO Max และในเดือนพ.ค.ปี 2564 นี้เอง AT&T Inc.ได้มีการประกาศควบรวมกิจการระหว่าง WarnerMedia กับบริษัทสื่อ Discovery ที่โดดเด่นเรื่องการทำสารคดี และเป็นเจ้าของสื่อตามช่องต่าง ๆ เช่น ช่อง Discovery, HGTV, Food Network, Animal Planet, Eurosport ฯลฯ ส่งผลให้บริษัทฯ กลายเป็นบริษัทสื่อชั้นนำของโลกอีกรายที่น่าจับตามอง

 

ในปี 2563 ที่ผ่านมา AT&T มีรายได้ 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากปีที่แล้วคิดเป็น 5.2% โดยรายได้มาจากธุรกิจการสื่อสาร (Communications) ด้วยการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ถึง 79.3%, ธุรกิจสื่อ WarnerMedia 17.4% และอีกสัดส่วน 3.3% เป็นรายได้จากบริษัท Vrio บริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจ Commercial Operations ในประเทศแถบละติน

 

ด้าน Bloomberg Consensus คาดการณ์รายได้ในปี 2564 อาจเติบโตราว 1% เมื่อเทียบกับปี 2563 แตะ 1.73 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนหากมาดูที่ผลตอบแทนราคาหุ้น T จากต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค. – 13 ก.ค. 2564) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาคิดเป็น 4.38%

 

จบไปแล้วนะคะ สำหรับสัปดาห์หน้าจะเป็นบทความเรื่องอะไร ติดตามกันนะคะ ทุกวันเสาร์เวลา 11.00 น. ค่ะ

 

เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

ขยายวันโอนเงินไปต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวง ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ทุกวันอังคาร และ วันพุธตลอดวัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://bls.tips/globalinvesttransfer

Source: Bloomberg, Apple.com, Hbomax.com, Att.com, Ir.aboutamazon, Statista, Ir.netflix.net, Wikipedia, Disney.com, ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ค. 2564

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่