ชวนทำความรู้จัก 5 สินค้าโภคภัณฑ์ ที่ลงทุนผ่าน ETFs ได้

สวัสดีนักลงทุนทุกท่านค่ะ

วันนี้ BLS Global Investing จะชวนมาดูหนึ่งในประเภทสินทรัพย์ที่เรียกว่า “สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)” ที่สามารถลงทุนได้สะดวกผ่าน ETFs เป็นอีกตัวเลือกในการลงทุน อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ สามารถซื้อและขายคล่องตัวมากกว่าการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรงแบบ Physical และจำเป็นต้องเก็บรักษาสินทรัพย์แต่ละประเภทไว้เอง อาทิ ซื้อและเก็บไว้ในตู้เซฟหรือเก็บไว้ภายในบ้าน ฯลฯ ซึ่งสามารถลดความยุ่งยากและยังช่วยลดต้นทุนในการเก็บรักษาได้ อย่างไรก็ดี การที่มีผู้จัดการกองดูแลสินทรัพย์แทนให้ จำเป็นต้องมีค่าธรรมเนียมในการจัดการที่กองเรียกเก็บ แต่ก็ไม่แพงอย่างที่คิด หรืออาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่าก็ได้เช่นกัน หากเราเลือกกองได้อย่างเหมาะสม

 

วันนี้เราเลยยกตัวอย่าง ETFs ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในปัจจุบันมาจำนวนทั้งหมด 5 กองด้วยกัน เพื่อให้ผู้อ่านได้นำมาลองพิจารณากันดูนะคะ 

 [FINAL]AW_Commodity ETFs

 

ก่อนอื่น… ขอพูดถึงความหมายของ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity กันก่อนเลยนะคะว่า สินทรัพย์ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

 

  1. เป็นสินทรัพย์ที่ตัวสินทรัพย์มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก มีความแตกต่างกันได้เล็กน้อย แต่มีรูปแบบ รูปร่าง และลักษณะแบบเดียวกัน ถึงแม้ผู้ผลิตจะคนละคนกัน
  2. เป็นสินค้าทั่วไปที่ใช้เพื่อค้าขาย หรือใช้เป็นส่วนประกอบของการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
  3. เป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดเงินสด หรืออนุพันธ์ เช่น ฟิวเจอร์ส, ออปชั่น

 

การเป็นเจ้าของหรือลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ มีข้อดี 2 ข้อหลัก ดังนี้

  1. กระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ต ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน
  2. เป็นวิธีในการป้องกันความเสี่ยงในภาวะเงินเฟ้อ

 

โดยความน่าสนใจของการลงทุนใน ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETFs) คืออะไร และมีข้อดีอะไรบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนหรือซื้อสินทรัพย์โดยตรง (Physical Commodities)

 

  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มลงทุนในจำนวนเงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก สามารถเข้าลงทุน 1 หน่วย ETF ได้ แทนการเข้าลงทุนแบบโดยตรง ที่อาจต้องใช้เงินลงทุนในจำนวนสูงกว่า เช่น ทองคำ 1 แท่ง เป็นต้น
  •  มีความคล่องตัวในการซื้อหรือขายมากกว่าการถือสินทรัพย์โดยตรง เนื่องจาก ETFs สามารถส่งคำสั่งผ่านออนไลน์ได้ตลอดระยะเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์นั้น ๆ เปิดทำการ
  • มีความสะดวกมากกว่า เนื่องจากนักลงทุนไม่จำเป็นต้องคำนึงหรือกังวลในเรื่องการเก็บรักษา การโดนขโมย หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การซื้อตู้นิรภัยเพื่อจัดเก็บ หรือการฝากสินทรัพย์ไว้และต้องชำระค่าใช้จ่ายรายเดือน เป็นต้น
  • ลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น หากขายสินทรัพย์บางประเภทที่มี Lock-up period กำหนดไว้ ซึ่งหากนักลงทุนตัดสินใจขายสินทรัพย์ในช่วงนั้น ๆ จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นมา แต่สำหรับการลงทุนผ่าน ETFs นักลงทุนสามารถขายเมื่อไหร่ก็ได้ เสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการซื้อขายทั่วไป

 

ส่วนราคาของแต่ละ ETFs นั้นอิงกับอะไรเป็นหลัก

โดยราคา NAV ของ ETF นั้น มักจะขึ้นอยู่กับราคาของสินทรัพย์ที่กองนั้น ๆ เข้าลงทุน เช่น ราคาของทองคำแท่ง (Spot price) ในแต่ละวัน เป็นต้น

 

5 ETFs ที่อ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์

เริ่มจากตัวที่ 1

ETF น้ำมันดิบ (Crude Oil ETFs)

ตัวอย่าง ETF : Invesco DB Oil Fund (NYSEArca: DBO)

อีกหนึ่งกอง ETF ที่ลงทุนในสัญญา Futures น้ำมันดิบ WTI โดยราคาของ DBO จะเคลื่อนไหวตามผลกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในสัญญา Futures ที่เลือกไว้ หักกับค่าใช้จ่ายรวมที่กองเรียกเก็บ ซึ่งอยู่ที่ 0.78% ต่อปี โดยราคา NAV อาจความผันผวนสูง ดังนั้นนักลงทุนควรศึกษาความเสี่ยงของกองทุนก่อนการลงทุน (คล้ายกับกอง CPER) จะขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาที่เลือกไว้ หักกับค่าใช้จ่ายที่กองเรียกเก็บ ซึ่งอยู่ที่ 0.80% ต่อปี

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 517.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.75% ต่อปี

 

ถัดมาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ได้แก่

ETF ทอง (Gold ETFs)

ตัวอย่าง ETF : SPDR Gold Shares (NYSEArca: GLD)

GLD มีขนาดของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Asset Unit Management : AUM) มากที่สุดในโลก และจดทะเบียนอยู่ในหลายตลาดหลักทรัพย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค, สิงคโปร์, โตเกียว, ฮ่องกง ฯลฯ โดย GLD เป็นกอง ETF ที่เข้าซื้อและถือ “ทองคำแท่ง (Gold Bullion)” และเก็บไว้ในตู้นิรภัย ทั้งในลอนดอนและที่อื่น ๆ GLD ลงทุนในทองคำแท่งคิดเป็นอัตราส่วนราว 100% ของสินทรัพย์ภายในกองทุนทั้งหมด และราคา NAV ของ GLD (ปัจจุบันอยู่ที่ราว 177.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ) จะขึ้นอยู่กับ ราคาของทองคำแท่งโลก หักด้วยค่าใช้จ่ายที่กองเรียกเก็บ (Expense ratio) ซึ่งอยู่ที่ 0.40% ต่อปี

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 63,404.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.40% ต่อปี

ข้อดีในการลงทุนในทองคำ… “Safe Heaven Asset”

  • เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงในภาวะเงินเฟ้อ
  • เป็นสินทรัพย์ที่มีการยอมรับทั่วโลก ซื้อและขายคล่องตัว
  • มูลค่าของทองคำ ค่อนข้างมีเสถียรภาพ

 

สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทที่ 3

ETF โลหะเงิน (Silver ETFs)                           

ตัวอย่าง ETF : iShares Silver Trust (NYSEArca: SLV)

อีกหนึ่งกอง ETF ที่เข้าลงทุนในโลหะเงิน (Silver) โดยราคาของ SLV ก็จะขึ้นลงตามราคาของโลหะเงินแบบวันต่อวันเช่นกัน อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่กองเรียกเก็บจะอยู่ที่ 0.50% ต่อปี โดยการลงทุนใน SLV ก็เป็นอีกตัวเลือกการลงทุน แทนการเข้าลงทุนในสัญญา Futures โลหะเงิน ที่อาจมีความซับซ้อนและเสี่ยงมากกว่า และอีกหนึ่งความน่าสนใจ ได้แก่ การลงทุนในโลหะเงินถูกเรียกว่าเป็นการทำ Inflationary Hedge หรือการป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง และยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตที่มีหุ้นผันผวนได้สูงเช่นกัน (โลหะเงิน นับว่าเป็น สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยอีกประเภทหนึ่ง)

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 15,927.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.5% ต่อปี

 

สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทที่ 4

ETF พาลาเดียม (Paladium ETFs)

ตัวอย่าง ETF : Aberdeen Standard Physical Palladium Shares ETF (NYSEArca: PALL)

กอง PALL เข้าลงทุนหรือถือ “พาลาเดียมแท่ง” เอาไว้ในกอง โดยราคา NAV ของ PALL ก็จะขึ้นอยู่กับราคา Spot ของพาลาเดียม และหักจากค่าใช้จ่ายที่กองเรียกเก็บ ซึ่งอยู่ที่ 0.60% ต่อปี ซึ่งผู้ออกกองจะนำแท่งพาลาเดียมเก็บเอาไว้ในตู้เซฟแทนนักลงทุน ซึ่งราคาของพาลาเดียมนั้นมักจะขึ้นหรือลงตามอุตสาหกรรมรถยนต์และมีรูปแบบการเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรด้วย

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 458.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.6% ต่อปี

 

พาลาเดียม มีไว้ทำอะไร

พาลาเดียม มีลักษณะคล้ายกับโลหะเงิน ‘สีขาว’ ซึ่งพาลาเดียมจะมีจุดหลอมละลายต่ำ โดยส่วนมากแล้วจะนำไปใช้กับการผลิตเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาที่ทำหน้าที่ลดไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ (Catalytic converter) อีกทั้งพาลาเดียม ยังสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของอิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ เครื่องประดับ ฯลฯ ได้เช่นกัน

หากนำมาเปรียบเทียบด้านการใช้งานกับทอง พาลาเดียมจะมีความหนาแน่นที่น้อยกว่าทองและแพลตตินัม จึงทำให้หากนำมาทำเครื่องประดับ เครื่องประดับจากพาลาเดียมจะมีน้ำหนักเบากว่าและทนต่อการขีดข่วนได้มากกว่า  (ปัจจุบันราคาของพาลาเดียมสูงกว่าทองไปแล้ว)

 

สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทสุดท้าย ประเภทที่ 5 ได้แก่

ETF ทองแดง (Copper ETFs)

ตัวอย่าง ETF : United States Copper Index Fund (NYSEArca: CPER)

CPER มีความแตกต่างจาก 2 กองข้างต้น คือ กอง CPER จะเข้าลงทุนหรือถือเป็นสัญญา Futures ทองแดงที่ซื้อขายกันในตลาด COMEX แทนการเข้าลงทุนและถือสินทรัพย์เหล่านั้นโดยตรง (Physical) โดยการเข้าลงทุนในสัญญานั้น ๆ จะเลือกเป็นรายเดือน และราคา NAV ของ CPER จะขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาที่เลือกไว้ หักกับค่าใช้จ่ายที่กองเรียกเก็บ ซึ่งอยู่ที่ 0.80% ต่อปี

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 341.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) อยู่ที่ 0.65% ต่อปี

 

Source: ETFdb.com, Investopedia, as of 11/6/64

 

📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

📌 ใกล้หมดเวลาแล้วกับ ขยายวันโอนเงินไปต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวง ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ทุกวันอังคาร และ วันพุธตลอดวัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://bls.tips/globalinvesttransfer

 

#CommodityETF #NYSEArca #BLSGlobalInvesting #หลักทรัพย์บัวหลวง

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่