เปรียบเทียบ 3 บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และ 1 บริษัทค้าปลีกของไทย เหมือน หรือ แตกต่างอย่างไร

[FINAL] AW_4 Retail_280521 (1)

 

มาเริ่มที่บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่สหรัฐฯกันก่อนค่ะ

 

1. Target (NYSE: TGT)

 01

Source: corporate.target.com, as of 28/5/64

บริษัทค้าปลีกสหรัฐฯ จำหน่ายสินค้าหลายกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มอาหาร เสื้อผ้า สินค้าตกแต่งบ้าน อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ฯลฯ โดย Target มีร้านค้าอยู่ในทุกรัฐของสหรัฐฯและประเทศโคลอมเบีย จำนวนทั้งหมดกว่า 1,909 สาขา ในปัจจุบันประชากรสหรัฐฯกว่า 75% พักอาศัยอยู่ห่างจากร้าน Target เพียง 10 ไมล์ (ราว 16 กิโลเมตร) เท่านั้น ซึ่งนับว่า Target มีกลยุทธ์กระจายร้านค้าไปยังกลุ่มลูกค้า เพื่อให้มีความทั่วถึง02

 

Source: Investors.target.com as of 27/5/64

ไตรมาส 1 ปี 64 รายได้รวมของ Target อยู่ที่ 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โตจากปีก่อน 22.9% (ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 63 โตขึ้นจากปี 62 ที่ 10.8%) หนุนจากรายได้ของการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่โต 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน, รายได้จากการจำหน่ายสินค้าหน้าร้านที่โต 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน อีกทั้งการให้บริการขนส่งสินค้าภายในวัน (Same-day Delivery) โตถึง 90% หนุนจากการให้บริการ Drive Up ซึ่งเป็นบริการที่เพิ่มขึ้นมา ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าทางออนไลน์และมารับสินค้าด้วยตัวเอคล้ายกันกับ Drive Thru ได้สะดวก ไม่เสียเวลา โดย Drive Up นี้โตกว่า 123% เมื่อเทียบกับปี 63

 

2. Walmart (NYSE: WMT)

 

อีกหนึ่งบริษัทค้าปลีกสหรัฐฯ (คล้าย Tesco Lotus) บริษัททั้งค้าปลีกและค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯและเก่าแก่กว่า 59 ปี จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เสื้อผ้า อาหาร ของใช้ทั่วไป อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า ฯลฯ ปัจจุบันมีสาขา (รวมร้าน Walmart และ Clubs) อยู่กว่า 10,500 สาขา กระจายในทุก 50 รัฐในสหรัฐฯ และอีก 23 ประเทศ นอกจากนั้น Walmart มุ่งเติบโตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นกัน ได้แก่ Walmart+ และนับว่าเป็นบริษัทคู่แข่งกับ Target (TGT)

03

Source: Corporate.walmart.com as of 27/5/64

 

สำหรับรายได้ไตรมาส 1 ปี 64 (ปีบัญชีของ Walmart คือ ไตรมาส 1 ปี 65 หรือ 1Q22) อยู่ที่ 138.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนคิดเป็น 2.7% ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 104bps หนุนจากรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในสหรัฐฯที่โต 5.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน และการจำหน่ายสินค้าในสหรัฐฯผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โต 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ดี รายได้จากการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศหดตัว 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โตจากปีก่อน 31.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 63

 

3. Costco (NASDAQ: COST)

 

04

Source: Bloomberg, as of 28/5/64

 

บริษัทค้าปลีกและค้าส่งยักษ์ใหญ่ สัญชาติสหรัฐฯ ชื่อเต็ม “Costco Wholesale Corporation” (คล้าย Makro ของไทย) โดยดำเนินธุรกิจค้าส่งสินค้าแบบระบบสมาชิกในสหรัฐฯ และต่างประเทศอีกกว่า 7 ประเทศ โดยข้อมูล ณ  22 มิ.ย. 64 สาขาของ Costco มีอยู่ทั้งหมด 809 สาขาทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็นสาขาในสหรัฐฯ จำนวน 559 สาขา, แคนาดา 105 สาขา และประเทศอื่น ๆ อีก 145 สาขา

 

รายได้ไตรมาส 1 ปี 64 อยู่ที่ 42.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โต 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน หนุนจากรายได้จากการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โต 86.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน, รายได้จากสาขาในต่างประเทศที่โต 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้จากสาขาในสหรัฐฯที่โต 14.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากแบ่งรายได้ออกเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจะอยู่ที่ 98% และรายได้ที่เก็บจากบริการสมาชิกคิดเป็น 2% ของรายได้รวม ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โตจากปีก่อน 38%

 

ปิดท้ายด้วยบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทยอย่าง…

 

4. CP All (SET: CPALL)

บริษัทที่จำหน่ายสินค้าแบบครบวงจร ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เปรียบเสมือนกับ 3 บริษัทนี้ รวมอยู่ด้วยกัน…

 

บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่าบริษัทราว 550 พันล้านบาท โดยเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินธุรกิจที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven ร้านค้าค้าปลีกขนาดเล็กที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 12,587 สาขา, Makro ร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ราคาถูกกว่า มีสาขาทั้งหมด 138 สาขา และ Tesco Lotus ร้านค้าปลีกราคาประหยัดที่มีสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 2,098 สาขา (ข้อมูล ณ 31 มี.ค. 64)

05

Source: Thairath.com

 07

Source: thebangkokinsight.com

สำหรับรายได้ไตรมาส 1 ปี 64 ของ CP All อยู่ที่ 88.1 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนคิดเป็น 13.4% ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาท ลดลงถึง 75.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปี 63 จากที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของคโควิด-19

 

เปรียบเทียบข้อมูลทางการเงิน

08

หมายเหตุ :

*รอบบัญชีไตรมาส 1 ปี 65 ของ Target คือ 1 ก.พ.-1 พ.ค. 64

**รอบบัญชีไตรมาส 1 ปี 65 ของ Walmart คือ 1 ก.พ.-31 เม.ย. 64

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 31.29 บาท

 

Source: Bloomberg as of 27/5/64

 

📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting

 

📌 ขยายวันโอนเงินไปต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวง ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ทุกวันอังคาร และ วันพุธตลอดวัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://bls.tips/globalinvesttransfer

 

#Target #Walmart #Costco #Cpall #BLSGlobalInvesting #หลักทรัพย์บัวหลวง

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่