“3 ปัญหาคาใจ” ของ “นักออมหุ้น”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ส่งผลให้มีนักลงทุนบางรายหยุดการลงทุน เพื่อหันมาถือครองเงินสดแทน เพราะมีความกังวลในสภาวะตลาดที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง หลังตลาดหุ้นไทย ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อาจเกิดคำถามมากมายตามมา ซึ่งเราคัดคำถามยอดฮิต พร้อมคำตอบมาฝากผู้อ่านทุกท่านค่ะ

“3 ปัญหาคาใจ” ที่พบบ่อย ๆ ของนักลงทุนที่อยากออมในหุ้น

1

 “ซื้ออะไรดี” ถ้าไม่รู้จะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี กองทุนรวมดัชนี ETFs เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการลงทุนถูกกระจายไปยังหุ้นหลาย ๆ ตัวในกิจการที่คาดว่าจะสร้างอัตราผลตอบแทนที่ดี ด้วยจำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมากกว่า 800 ตัว ทำให้นักลงทุนและผู้สนใจลงทุนเกิดความลังเลที่จะซื้อหุ้นรายตัว เพราะกลัวการตัดสินใจลงทุนผิดพลาดไปเลือกหุ้นที่ราคาสูงแต่อัตราการทำกำไรต่ำ เป็นต้น

 “ซื้อบ่อยแค่ไหน” หลายท่านคงเคยได้ยินว่า วิธีการทำกำไรในตลาดหุ้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกและขายหุ้นในราคาที่แพง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ราคาหุ้นตัวนั้นอยู่ในจุดที่ราคาต่ำที่สุดแล้ว หากนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ทุกวันจะสามารถช่วยลดความผันผวนของราคา ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นในพอร์ตการลงทุนต่ำกว่าในช่วงตลาดขาลง ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีในการส่งคำสั่งแบบรายวันจะอำนวยความสะดวก และช่วยคลายความกังวลในปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

 “ซื้ออย่างไรดี” ในแต่ละเดือนนักลงทุนหลายท่านคงมีค่าใช้จ่ายที่ต้องหักเงินในบัญชีหลากหลายรายการ เช่น ค่าน้ำ,      ค่าไฟ หรือค่าบัตรเครดิต เป็นต้น แต่คงจะดีไม่น้อยหากเปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายที่หักในบัญชีเป็นรายได้แทน ผ่านการเลือกลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เงินทำงานแทน, สร้างรายได้เข้ามาในบัญชีมากยิ่งขึ้น, ช่วยลดปัญหาดังกล่าว และทำให้การออมของคุณ move on ไปได้ด้วยดี

วันนี้เรามีอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุนที่จะมาช่วยแก้ 3 ปัญหาของนักออม นั่นคือ การลงทุนผ่าน “ระบบออมหุ้นอัตโนมัติ” ที่เลือกลงทุนในรูปแบบ  1. DCA ( Dollar – Cost Averaging) และ 2. VA (Value Averging) 001 โดยเป็นกลยุทธ์ที่ทยอยลงทุนใน “กองทุนเปิด BCAP MSCI Thailand ETF” (BMSCITH) เสมือนเป็นการถือครอง

หลักทรัพย์ทุกตัวใน “ดัชนี MSCI Thailand” ในบริษัทชั้นนำที่สุดของประเทศไทย ที่มีสภาพคล่องซื้อขายสะดวก

2

 แหล่งที่มาของข้อมูล : เอกสารการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวม บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.63

ลองมาดูผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของเรา ผ่านโปรแกรม iTracker กันว่า ปี 2563 เป็นอย่างไรยังไงกันบ้าง จะชนะหรือแพ้ตลาดหุ้น!!  โดยเมื่อวันทำการสุดท้ายของปี 2019 ดัชนี SET ปิดที่ 1,579.84 จุด (ราคาปิด) และทำจุดต่ำสุดที่ 1,024 จุด(ราคาปิด)ในวันที่ 23มีนาคม หรือคิดเป็นการปรับตัวลงลึกจากต้นปีถึงจุดต่ำสุด (Maximum Drawdown) -35% เลยทีเดียว

ในขณะที่การลงทุนแบบ Daily DCA ใน BMSCITH จะมี Maximum Drawdown อยู่ที่ -28%   โดย ปัจจุบัน (วันที่ 30 มิ.ย. 2563 ) SET index แม้จะมีการปรับตัวขึ้นมาแล้วบ้าง แต่ยัง (-15.24%) ในขณะที่ NAV ของพอร์ตการลงทุน (-11.26%) จะเห็นได้ว่า NAV ของพอร์ตการลงทุนชนะดัชนี SET Index ถึง 3.98%

3

ในขณะที่เมื่อเทียบมูลค่าพอร์ตกับเงินลงทุนรวม ลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ติดต่อกัน 6 เดือน คิดเป็นเงินลงทุนรวม 60,000 บาท ส่วนมูลค่าพอร์ตในวันที่ 30 มิ.ย.63 มีมูลค่า 59,668.51 บาท คิดเป็นผลขาดทุนเพียง -0.55% ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มเงินลงทุนในทุก ๆ เดือน และการซื้อเฉลี่ยด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกวัน จึงทำให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีขึ้น

4

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเปลี่ยนแปลง  ผันผวนและได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น ผลการดำเนินงานของ DCA 001 ก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดได้ ในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้  อีกทั้งยังช่วยตอบโจทย์ได้ดีกับนักลงทุนและผู้สนใจลงทุนที่ต้องการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ต้องการสร้างโอกาสเพิ่มความมั่งคั่ง และลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยสามารถเริ่มต้น การลงทุนได้อย่างง่าย ๆ กับระบบออมหุ้นอัตโนมัติ

ลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถสมัครบริการระบบออมหุ้นอัตโนมัติออนไลน์ง่ายๆ ไม่ต้องส่งเอกสาร!! สะดวก รวดเร็ว เริ่มออมหุ้นได้ทันใจ!! คลิกที่นี่ 

โปรโมชั่นพิเศษ!! สำหรับลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวงที่สมัคร DCA หรือ VA (ทุกกลยุทธ์) สามารถเริ่มต้นลงทุนที่ 5,000 บาท (จากเดิมเดือนละ 10,000 บาท) ได้แล้ววันนี้!! สมัครผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

NEW-Promotion DCA ,VA (Social)

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น