เจาะสูตรเคลื่อนธุรกิจ TU

แม้ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU จะประกาศผลการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 ออกมาไม่สวยเหมือนสิ้นปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 14.6% โดยในช่วงไตรมาสแรกทำกำไรสุทธิได้เพียง 868.98 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,432.33 ล้านบาท

แต่บริษัทยังคงยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจตลอดปี 2561 จะมี  “แนวโน้มชิงบวก” โดยให้เหตุผลประกอบว่า 1. บริษัทประสบความสำเร็จในการเจรจาปรับราคาสินค้าผลิตภัณฑ์แบรนด์ในตลาดยุโรปและอเมริกา โดยราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 2 ปี 2561 2. ราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าคงคลังใกล้เคียงกันมากขึ้น 3. บริษัทมีมุมมองเชิงบวกกับต้นทุนราคาวัตถุดิบกุ้งและแนวโน้มตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น 4. การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและเปิดตัวธุรกิจใหม่ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ Marine Ingredient จะมีการเปิดตัวในปีนี้ 5. บริษัทยังคงเข้มงวดเรื่องการควบคุมต้นทุน ส่งผลให้บริษัทเดินหน้าแผนลดต้นทุน 1 พันล้านบาท และ 6. บริษัทยังคงสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้สามารถชำระคืนหนี้สินได้อย่างต่อเนื่อง (อ้างอิงข้อมูลจากคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาส 1 ปี 2561สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2561)

fs-tu

( ที่มา : บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 9 พ.ค. 2561 )

 

ทว่าหากมองในแง่ของการเข้าซื้อกิจการจะเห็นว่า ตลอดปีที่ผ่านมา แทบไม่เห็น TU ทุ่มเงินลงทุนขนาดใหญ่ในการซื้อกิจการต่างประเทศ มีเพียงการเข้าลงทุนในกิจการขนาดเล็กเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่เข้าลงทุนใน Red Lobster Master Holdings, L.P. (Red Lobster) ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของรัฐดัลลาแวร์ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2559 บริษัทก็มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น TU จะปรับกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการต่อจากนี้อย่างไร  “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะเล่าให้ฟัง

ลดขนาด M&A 

คุณบัลลังก์ ไวยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU เล่าว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา องค์กรแห่งนี้ได้เข้าซื้อกิจการมาแล้วหลายรูปแบบในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจปลากระป๋องที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 3 ของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างแบรนด์  “Chicken of the Sea” หรือแบรนด์ดังในแถบยุโรปอย่าง John West  เป็นต้น แต่ละแบรนด์ล้วนแล้วมีชื่อเสียงโดดเด่นมานานเป็นร้อยปี ส่งผลให้ที่ผ่านมา TU กลายเป็นเป้าหมายของ Investment Banker

แต่หลังจากเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ใน Red Lobster ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทขยับตัวขึ้นมาอยู่ระดับ 1.38 เท่า ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การเข้าลงทุนใหม่ แม้อัตราหนี้สินต่อทุนในปัจจุบันจะยังถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแรง เมื่อเทียบกับเพดานหนี้ที่ตั้งไว้ระดับ 2 เท่าก็ตาม

ฉะนั้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เรายังคงเดินหน้าเข้าซื้อกิจการต่อเนื่อง แต่อาจปรับรูปแบบมาซื้อกิจการขนาดเล็กๆ มูลค่าไม่เกิน 200 ล้านเหรียญ หากกิจการนั้นเข้ากับ TU ได้เป็นอย่างดี เราก็ไม่ปฎิเสธที่จะเข้าลงทุน เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาต่อเนื่องทุกปี ฉะนั้นเราไม่ปิดประตูการลงทุน

“การเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี อย่างน้อยก็ได้บอกให้ต่างประเทศรับรู้ว่า บริษัทสัญชาติไทยก็สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้ และสามารถเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานเป็นร้อยปีได้”

IMG_5924

(  TU Roadshow @ Bualuang ณ Bualuang Investment Station )

ขยาย Red Lobster สู่ตลาดเอเชีย

คุณบัลลังก์ เล่าว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 บริษัทได้แตกไลน์ธุรกิจ ด้วยการทุ่มเงินลงทุน 575 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทย 21,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนสัดส่วน 49% ในกิจการร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้เชื่อ Red Lobster ซึ่งบริษัทดังกล่าวมียอดขายระดับ 2,500 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยเกือบ 100,000 ล้านบาท

โดยวัตถุประสงค์ของการเข้าลงทุนในครั้งนั้น เพราะเราต้องการเข้าใกล้ผู้บริโภคซีฟู้ดในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน Red Lobster มีสาขาและแฟรนไชส์ทั่วประเทศครอบคลุมถึงประเทศแคนนาดาประมาณ 750 สาขาทั่วโลก

ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกันว่า ในอนาคตอาจนำสาขา Red Lobster ไปบุกตลาดเอเชีย เช่น ประเทศไทย และประเทศจีน เป็นต้น เพราะเอเชียยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังมีแนวโน้มว่า รายได้ของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเข้าไปทำธุรกิจอย่างจริงจัง ก็คงต้องปรับสูตรอาหารให้เข้าปากคนท้องถิ่นมากขึ้น

ปัจจุบัน Red Lobster ประกอบธุรกิจเครือข่ายร้านอาหาร Red Lobster และธุรกิจสินค้า อุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับ Red Lobster รวมถึงการให้สิทธิในการประกอบธุรกิจ (Franchise) ร้านอาหาร Red Lobster

ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บอกว่า แม้ปี 2560 บริษัทต้องเผชิญหน้ากับราคาวัตถุดิบหลักอย่างปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 35-40% แต่บริษัทก็สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิสูจน์ได้จาก “ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจปลาทูน่า” ในปี 2560 ที่ปรับตัวลดลงเพียง 0.5%

ทว่าปัจจุบันไม่ได้มีเพียงเรื่องการจับปลา และอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นที่มีผลต่อราคาปลาทูน่า แต่เรื่อง “การทำประมงอย่างยั่งยืน” (Sustainable Fisheries)  ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อราคาปลาทูน่า หลังเริ่มเห็นการยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในแถบยุโรป

“แม้ต้นทุนเราจะได้รับผลกระทบจากการทำประมงอย่างยั่งยืนบ้าง แต่เราก็ยินยอมจ่ายเงินแพงขึ้น เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้มีปลาบริโภคในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ TU ที่ว่า มุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำทางด้านอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก ตลอดจนใส่ใจดูแลทรัพยากรต่างๆ เพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง”

ราคาปลาทูน่าขึ้นหรือลงกระทบต่อการทำกำไรหรือไม่ และบริษัทมีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร? เขาตอบคำถามนี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปลาทูน่าขึ้นลงตามฤดูกาลอยู่แล้ว และเราก็บริหารจัดการได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสินค้ารับจ้างผลิต หรือ OEM ที่ผ่านมามาร์จิ้นมีความเสถียรภาพมากระหว่าง 9-12% แม้บางช่วงราคาปลาทูน่าจะเพิ่มขึ้น 30-40% ก็ตาม แต่ในระยะยาวสินค้าที่เป็นแบรนด์ของเราอาจได้รับผลกระทบบ้าง เพราะบริษัทไม่สามารถปรับราคาขายได้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ซึ่งต้องใช้เวลาพูดคุยกับคู่ค้าและผู้บริโภค ฉะนั้นการเจรจาต่อรองราคาจะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

“เราเป็นผู้แปรรูปสินค้าอาหารทะเลที่มีประสิทธิภาพ  เราไม่ใช่คนเลี้ยงกุ้ง เราไม่ใช่ชาวประมง ฉะนั้นไม่ได้รับหรือเสียผลประโยชน์โดยตรงจากการที่ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นลง”

เติบโต 5% เป้ายอดขายปี 61

ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ทิ้งท้ายบทสนทนาว่า TU ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2561ว่า อาจมียอดขายขยายตัวประมาณ 5% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอาจฟื้นตัว เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับ 13.3% ปัจจุบันบริษัทมียอดขายในประเทศสหรัฐอเมริกา 38% รองลงมาเป็นในแถบยุโรป 32%

ที่ผ่านมาหลายคนตั้งคำถามว่า บริษัทจะได้รับผลกระทบจากมาตราการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯหรือไม่ ปัจจุบันสหรัฐฯไม่มีธุรกิจปอกเปลือกกุ้ง หรือธุรกิจขูดหนังปลา ฉะนั้นคงไม่กระทบต่อการทำธุรกิจของเรา จริงๆ วันนี้ไม่ค่อยกล้าเดาทางผู้นำสหรัฐฯเท่าไร

เราไม่ขอสัญญาว่า จากนี้จะจ่ายเงินปันผลสูงเหมือนปีก่อน บอกได้เพียงว่า ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อ 24 ปีก่อน เราไม่เคยรายงานผลขาดทุนแม้แต่หนึ่งไตรมาส ต่อให้ต้นทุนเหวี่ยงไปมาก็ตาม จากสถิติตั้งแต่ในปี 2550-2560 เงินปันผลของบริษัทขยับตัวเกิน “เท่าตัว” แล้ว ฉะนั้นนักลงทุนคนไหนชื่นชอบการลงทุนระยะยาวเพื่อรับเงินปันผล TU น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

ปัจจุบันหุ้น TU มีขนาดมาร์เก็ตแคปแสนล้าน และปีก่อนมียอดขาย 140,000 ล้านบาท  หากจะคาดหวังว่ายอดขายของเราต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-30% คงไม่ใช่ แต่เราจะเน้นเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องจะทำให้เราเติบโตต่อไปเรื่อยๆ  ล่าสุดได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน ด้วยการเปิด “Qfresh Shop” ซึ่งเป็นธุรกิจขายอาหารทะเลสดแช่แข็งออนไลน์รายแรกของเมืองไทย

รูป tu

ไตรมาส 2 ปี 61 อัตรากำไรธุรกิจปลาทูน่าขยับตัวดีขึ้น

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า อัตรากำไรธุรกิจทูน่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2561 ต่อเนื่องไปถึงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 แม้ว่า ต้นทุนปลาทูน่าจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม โดยคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 2561 ราคาปลาทูน่าจะอยู่ระดับ 1,700-2,000 เหรียญต่อตัน

หลังมีความเชื่อว่า ความสามารถของ TU ในการผลักภาระต้นทุนปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้จะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับธุรกิจทูน่าแบรนด์ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2561เป็นต้นไป เราคิดว่าลูกค้าของบริษัทจะเริ่มเต็มใจมากขึ้นที่จะยอมรับภาวะราคาปลาทูน่าในระดับที่แพงขึ้นภายในปี 2561 เนื่องจากลูกค้าเริ่มที่จะคุ้นเคย และเห็นภาวะราคาปลาทูน่าขาขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2560

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน บุคคลน่าสนใจ หรือวาไรตี้สุดฮิปที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเวอร์…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น