STEC บน “จุดนิวไฮ”

ผ่านมาเกือบ 10 เดือน บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ทั้งในแง่ของมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ และผลประกอบการช่วงที่เหลือของปีนี้ องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเชื่อม วางแผนจะทำเรื่องอะไรต่อ “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะแชร์แผนงานที่ “สองผู้บริหาร STEC” แจกแจงภายในงาน STEC Roadshow@Bualuang ให้ฟัง!!

ไฮไลท์เด่นปี 2561

1080-x-1080-FB-Event-STEC1

คุณวัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร ประธานกรรมการบริหาร และ คุณฉัตรา ปุณณรุจาวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินและการลงทุน บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น เล่าว่า ปัจจุบันมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้สูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่างาน ณ สิ้นปี 2560 ประมาณ 103,391 ล้านบาท และงานใหม่ที่เพิ่งได้มาอีกประมาณ 27,000 ล้านบาท คาดว่าจะแบ่งมารับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 25,000 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2562-2564

จากมูลค่างานในมือ (ยังไม่รวมงานใหม่ๆ) ทำให้เชื่อมั่นว่า ตัวเลขทางการเงินหลายๆตัวอาจสร้างนิวไฮ เบื้องต้นตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในแง่ของรายได้รวมอาจขยายตัวประมาณ 25% ส่วนในแง่ของกำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิอาจกลับมายืนตัวเลขเดิมที่เคยทำได้ในปี 2559 ที่ระดับ 8% และ 6-7% ตามลำดับ ผ่านมา 6 เดือน มีอัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 7.7% และ 5.4% ตามลำดับ

“ปีนี้เราน่าจะกลับมาจ่ายเงินปันผลเหมือนเดิม รับรองผู้ถือหุ้นจะนอนหลับสบาย”

เดินหน้าประมูลงานต่อ

1080-x-1080-FB-Event-STEC2

สองผู้บริหาร STEC ย้ำชัดว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2561 ยังคงมีแผนจะเข้าประมูลงานภาครัฐ (หากรัฐเปิดประมูล) อาทิ  โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 2.25 แสนล้านบาท (แบ่งเป็นงานก่อนสร้างประมาณ 120,000 ล้านบาท) โดยจะยื่นเสนอราคา ในวันที่ 12 พ.ย. 2561, โครงการทางด่วนพระราม 3 มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท, โครงการรถไฟทางคู่ 7 สาย มูลค่า 2.61 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง มูลค่า 1.01 แสนล้านบาท เป็นต้น

“รัฐบาลเปิดประมูลโครงการไหน เราพร้อมร่วมประมูล ระหว่างที่รัฐยังไม่เปิดประมูล ก็จะใช้เวลาในการคำนวณ ต้นทุนค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงว่าแท้จริงแล้วควรอยู่ระดับเท่าไหร่”

ส่วนงานก่อสร้างโครงการภาคเอกชน เชื่อว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะเริ่มทยอยออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ One Bangkok โครงการ Mixed-use มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และโครงการดุสิต มูลค่า 3.67 หมื่นล้านบาท  ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง CPN และ Dusit  คาดว่าจะเริ่มเจรจาผู้รับเหมาภายในปีนี้

ตอนนี้บริษัทกำลังเล็งงานก่อสร้างบางส่วนของโครงการขยายโรงกลั่นของ TOP มูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2561 หรือต้นปี 2562 ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากเอกชนและรัฐบาลประมาณ 50:50

แม้จะมีแผนจะเข้าประมูลงานหนาแน่นในช่วงที่เหลือของปี 2561 แต่นักลงทุนไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินลงทุน เพราะปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดในมือสูงเกือบ 4,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน บริษัทไม่เคยกู้เงินธนาคาร เราดำเนินนโยบาย cash is king เน้นถือครองเงินสด ไม่ขยายกิจการเกินตัว ซึ่งการไม่มีหนี้ ทำให้เราไม่มีภาระดอกเบี้ย  และซัพพลายเออร์ ก็มั่นใจที่จะขายของให้เรา ขณะที่เจ้าของงาน ก็เชื่อมั่นที่จะให้งานกับเรา ถือเป็นหนึ่งจุดเด่นสำคัญขององค์กรแห่งนี้

“วันนี้ไม่มีผู้รับเหมาสัญชาติไทยรายไหนที่มีสถานะเงินสดเหมือน STEC”  

สองเป้าหมายท้าทายปี 2562

1080-x-1080-FB-Event-STEC3

คุณฉัตรา เล่าถึงแผนงานปี 2562 ว่า ต้องมีรายได้รวมประมาณ 30,000 ล้านบาท  บนสมมติฐานมูลค่างานรอรับรู้รายได้ในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมงานใหม่ๆ ส่วนแผนการหา Backlog  เพิ่มเติม เราจะเดินตามนโยบายเดิม คือ “ใช้ไปเท่าไหร่ เติมกลับเท่านั้น”  เราไม่ได้ต้องการงานจำนวนมาก แต่จะรับงานที่ทำแล้วคุ้มค่าเป็นหลัก ที่ผ่านมาภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนแล้ว ถือเป็นโอกาสที่ดีของเรา

“ไตรมาส 4 ปีก่อน เราล้างบ้านเสร็จเรียบร้อย ด้วยการตั้งสำรองโครงการรัฐสภา และตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2561 ตัวเลขทางการเงินของเรากลับมาแล้ว และจะค่อยๆกลับมายืนในจุดที่ดีที่สุด” คุณฉัตรา ยืนยันเป้าหมาย

คุณวัลลภ บุรุษผู้คลุกคลีกับองค์กรแห่งนี้มายาวนานกว่า 40 ปี ทิ้งท้ายบทสนทนว่า “STEC เติบโตขึ้นมาได้ ต้องอาศัยการทำงานคู่กับต่างชาติ ตอนสร้างสะพานกรุงเทพ แม้จะขาดทุน แต่เราได้ทั้งประสบการณ์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยจากบริษัทสัญชาติเยอรมัน แม้กระทั่งตอนสร้างสะพานภูมิพล  เราก็ได้เรียนรู้งานจากบริษัทญี่ปุ่น ฉะนั้นเรายังคงต้องเรียนรู้จากคนเก่งๆต่อไป”

BLS ประเมินฐานะ STEC  ปี 61-62     

1080-x-1080-FB-Event-STEC4

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุชัดว่า ได้ปรับเพิ่มการประมาณการรายได้ปี 2561 ขึ้น 6% เนื่องจากการก่อสร้างหลายโครงการคืบหน้าได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ได้ปรับลดการประมาณการกำไรปี 2562 ลดลง 3% เนื่องจากเราให้สมมติฐานว่า STEC จะไม่เซ็นต์สัญญาโครงการใหม่จนกว่าจะถึงช่วงครึ่งหลังปี 2562 ดังนั้นโครงการใหม่ที่เซ็นต์สัญญาในปีนี้จะมีมูลค่าเท่ากับ 2.8 หมื่นล้านบาท ปรับลดจากเดิมที่  3.8  หมื่นล้านบาท

ติดตามบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ ที่นี่ 

สัปดาห์หน้า เม่าจำไม By Bualuang Securities จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น