ผ่าวิธีคัดหุ้นสไตล์ “คุณพีรพงศ์-คุณประภาส”

หากจะเอ่ยถึง “ผู้จัดการกองทุนแถวหน้าของเมืองไทย” คงต้องมีชื่อ“คุณพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กองทุนบัวหลวง และ “คุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุนทาลิส ในฐานะสองวิทยากรรับเชิญคนพิเศษที่ขึ้นมาแชร์ประสบการณ์การลงทุนและการบริหารเงิน ในหัวข้อ “สัมผัสประสบการณ์ “สตางค์มา” ของนักสร้างพอร์ตระดับหมื่นล้าน”
ซึ่งเป็น 1 ใน 4 หัวข้อประจำห้องเรียนการลงทุนของ “โครงการ เดอะ สต๊อก มาสเตอร์ ๒๕๖๐”  ติดอันดับท็อปไฟว์อย่างแน่นอน..

ในฟากของ “คุณพีรพงศ์” ก่อนจะขึ้นแท่น “ผู้บริหารเงินทุนระดับแสนล้าน” ประจำกองทุนบัวหลวง เมื่อหลายสิบปีก่อน บุรุษผู้คลุกคลีในตลาดเงินตลาดทุนมานานเกือบ 27 ปี เคยขาดทุนหุ้นมากถึง 7 หลัก จากการลงทุนทั้งหมด 10 หลัก

แต่การหมั่นเติมความรู้การลงทุนทั้งด้านเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของผู้ดูแลนโยบายและบริหารงาน วางยุทธศาสตร์ ทำให้วันนี้ “กองทุนบัวหลวง” ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของประเทศต่อไป

ในฝั่งของ “คุณประภาส” ก่อนจะเป็นเจ้าของ กองทุนทาลิส เมื่อ 30 ปีก่อน ก็เคยขาดทุนหนักกว่า 3 ล้านบาทเช่นกัน  (เงินต้น 4 ล้านบาท) หลังเกิดเหตุการณ์ Black Monday ได้เพียง 1 วัน

จากความล้มเหลวในวันนั้น ทำให้ คุณประภาส ตัดสินใจเดินเข้าสู่โลกของการเงินอย่างเต็มตัว เพียงเพราะต้องการมีความรู้เรื่องการเงินที่ถูกต้อง และไม่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เจ๊งหุ้นจนเกือบหมดตัวอีกต่อไป…

บริหารพอร์ตให้ประสบความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ใด?

คุณพีรพงศ์ ตอบคำถามนี้ว่า ข้อแรก ต้องแยกพอร์ตการลงทุนออกอย่างชัดเจน ระหว่างพอร์ตระยะยาว และพอร์ตเก็งกำไร ในฝั่งของการลงทุนระยะยาว ในฐานะที่เป็น Value Investor ( VI ) ต้องมองการลงทุนตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป

ข้อสอง ต้องทำการบ้านอย่างรอบคอบ ก่อนคัดหุ้นเข้าพอร์ต วิธีการ คือ ต้องไล่ดูตั้งแต่ TOP-DOWN ลงมาก่อน ในส่วนนี้จะให้น้ำหนักประมาณ 70% โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจมหภาค เพราะภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ คือ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนสังคม

นอกจากนั้นต้องพิจารณาเรื่อง “โครงสร้างประชากร” ด้วย เพราะเรื่องนี้สามารถบ่งชี้ ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างดี ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางยุทธศาสตร์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม

3332

เมื่อวิเคราะห์ TOP-DOWN  แล้ว ก็ลงมาดู Bottom-up ในส่วนนี้จะให้น้ำหนัก 30% เช่น การไป Company Visit เพื่อไปพูดคุยและรับฟังแนวคิดการบริหารงานของทีมบริหาร เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะช่วยตอกย้ำความมั่นใจในการเลือกหุ้นรายตัวได้อย่างถูกต้อง

ข้อสาม นักลงทุนควรเปิดใจ (open mind) ให้อยู่ในลักษณะยืดหยุ่น เพื่อที่การลงทุนจะได้ประสบความสำเร็จในทุกๆ สภาวะ อธิบายง่ายๆ หากกิจการใดเข้าข่ายกำลังล้มหายตายจาก บางครั้งเราต้องยอมสละหุ้นทิ้ง ยกเว้นว่า กิจการดังกล่าวอยู่ในวงจรขาลงเพียงไม่กี่ไตรมาส และกิจการไม่มีทางเจ๊ง ถ้าเป็นลักษณะนี้ ก็อย่ารีบร้อนไปไหน

ข้อสี่ ต้องมีเงินสดติดพอร์ตประมาณ 10-15%  ซึ่งเงินสดก้อนนี้จะเป็นกระสุนสำคัญที่ใช้ในการลงทุน ในช่วงที่โอกาสแห่งการลงทุนกำลังเปิด

 “เจ้ามือตัวจริงในตลาดหุ้น คือ กำไร”  คุณพีรพงศ์ ยืนยัน

ในฟากของ “คุณประภาส” เล่าถึงวิธีการบริหารพอร์ตให้ประสบความสำเร็จว่า ข้อแรก ต้องจัดโครงสร้างพอร์ตให้อยู่ในลักษณะกระจายความเสี่ยง แบ่งเป็น 1.หุ้นเติบโตสูง 2.หุ้นปันผล และ 3.หุ้นเก็งกำไร เพื่อจะได้ไม่ขาดทุนทั้งหมด หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

ข้อสอง แบ่งการลงทุนออกเป็น 3-5 อุตสาหกรรมหลัก เพราะการลงทุนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจทำให้พอร์ตลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้จะทำให้โครงสร้างการลงทุนมีเสถียรภาพ และมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ในอนาคต

“ก่อนลงทุน จงถามตัวเองก่อนว่า พอร์ตลงทุนของคุณมีความสำคัญมากระดับไหนในชีวิต หากเงินลงทุนทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัว ก็จงอย่าลงทุนด้วยความสนุก” “คุณประภาส” เตือนใจนักลงทุน

มีมุมมองการลงทุนอย่างไร?

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กองทุนบัวหลวง วิเคราะห์ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า กลุ่มพลังงานสะอาด ,กลุ่มเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) มาแน่นอน ยิ่งประเทศนอร์เวย์ ออกมาตอกย้ำว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะใช้รถยนต์ EV ทั้งหมด ขณะที่ค่ายโตโยต้าและค่ายมาสด้า ประเทศญี่ปุ่น จะจับมือกันทำรถยนต์ EV ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า เทรนด์นี้กำลังมา

สำหรับความเห็นของ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุนทาลิส เชื่อมั่นว่า กลุ่มเซอร์วิส และกลุ่มเทคโนโลยี น่าจะเป็นกลุ่มวินเนอร์ในช่วง 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการจินตนาการภาพในช่วง 10-20 ปีข้างหน้าจะทำให้นักลงทุนสามารถหา “หุ้นเติบโต 10 เท่า” ได้ไม่ยาก เพราะเมื่อมองเห็นว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เราก็จะมีทฤษฎีการลงทุนที่ถูกต้อง

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

2 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. Prapat topiboonpong

    ให้ข้อคิดในการจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุน และมุมมองต่อแนวโน้มของธุรกิจใหม่ๆในอนาคตที่ชัดเจน

แสดงความคิดเห็น