“ขายครีม” ผ่าน Facebook ต้องเสียภาษีไหม?

“สนใจสมัครเป็นตัวแทนขายครีมบำรุงผิวกับเราไหมคะ? เปิดบิลวันนี้ รับโบนัสสร้อยคอทองคำฟรี 1 บาท!!!”

ประโยคทำนองนี้ วนเวียนอยู่ในหน้า Feed ของ Facebook ผมมาเกือบปีแล้วครับ เพราะบรรดาเพื่อนชาย เพื่อนสาวหลาย ๆ คน ต่างก็ระดมโพสรับสมัครตัวแทนขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกันยกใหญ่ (ผมเองก็เกือบเคลิ้มไปอยู่หลายที) ส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่าแปลกใจมาก ๆ  ที่จู่ ๆ ธุรกิจกลุ่มนี้ก็เกิดเป็นกระแสขึ้นมาพักใหญ่ ซึ่งเมื่อศึกษาให้ดีแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ตั้งขึ้นบนแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Network Business” หรือธุรกิจเครือข่ายที่เป็นที่ยอดนิยมกันมาก ๆ แต่ไว้ผมจะพูดถึงประเด็นของธุรกิจเครือข่ายในโอกาสหน้านะครับ เพราะวันนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่อง “ภาษี”

“ขายครีมผ่าน Facebook ต้องเสียภาษีไหม?”

อันนี้ขอตอบแบบชัด ๆ เลยว่า “คนที่มีรายได้ทุกคน ทุกประเภท ต้องยื่นแบบรายงาน และเสียภาษี” ย้ำนะครับว่าทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้จากไหน จาก Facebook จาก IG หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ารายได้นั้นไม่ใช่รายได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย คุณต้องรายงานให้สรรพากรทราบ ไม่มีข้อแม้ หรือข้อแก้ตัว และไม่สามารถอ้างว่า “ฉันไม่มีความรู้ทางกฎหมาย” แต่กฎหมายบังคับใช้กับทุกคน แม้ว่าคุณจะไม่รู้กฎหมายนั้นก็ตาม

“ฉันรับเงินเข้าบัญชี ไม่ได้มีสลิป จะเสียภาษีได้ไง?”

ย้ำอีกครั้งว่าเสียครับ … แม้ว่าเงินค่าขายครีมที่คุณได้มาจะรับเป็นเงินสด หรือสลิป แม้นจะไม่ใช่เงินเดือน แต่สรรพากรเขาเขียนไว้ชัดเจนแล้วครับ “ว่าเงินได้ทุกรูปแบบ จะถูกจัดอยู่ในเงินได้ 8 ประเภท” ดังนี้ครับ

Slide2

ไม่เห็นจะมีบรรทัดไหนบอกว่าเป็น “เงินได้จากการขายครีมเลย?”

เอิ่มมม … ใช่ครับ เขาไม่ได้เขียนเรื่องค่าขายครีมไว้ในนั้น แค่เขาเขียนไว้ใน 40 (8) ว่า “การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่นซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต หักค่าใช้จ่ายได้ 60%” รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560 ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงแค่ครีมนะ แต่หมายรวมถึงการขายของทุกอย่างที่คุณไม่ได้เป็นผู้ผลติ ไม่ว่าจะเป็นการรับเสื้อผ้ามาขาย รับวิตามินมาขาย เอาลิปสติกมาขาย ต่างก็ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้หมดครับ

โดยค่าใช้จ่าย 60% ที่ว่านั่นหมายถึง “ถ้าคุณขายของพวกนี้ได้ 1,000,000 บาท คุณสามารถหักได้ 60% คงเหลือ 400,000 ก่อนจะนำไปหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ จนสุดท้ายไปยื่นคำนวณภาษีตามฐานขั้นบันใด” ได้เท่าไหร่ ให้นำไปเปรียบเทียบกับการคำนวณภาษีแบบที่ 2 คือเอาเงินได้คูณ 0.5% เทียบกับแบบขั้นบันใด อันไหนสูงกว่าใช้อันนั้น แต่ถ้าต่ำกว่า 5,000 ก็ไม่ต้องเสียภาษีครับ

อุ๊ย … คำนวณดูแล้ว ไม่มีภาษีต้องเสีย แบบนี้นอนตีพุงต่อไป…?

ไม่ได้ครับ (อะไรอีกฟร่ะ!!!) แม้ว่าคุณจะขายของได้นิด ๆ หน่อย ๆ และลองคำนวณดูแล้วว่าไม่โดนภาษี แต่สรรพากรเขาบอกไว้ชัดเจนว่า ถ้ารายได้นั้นเกินขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด คุณก็ต้องทำเรื่องรายงานด้วยนะจ๊ะ…

Slide1

จากภาพคุณจะเห็นว่าถ้าคุณมีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ ต้องทำการยื่นแบบรายงานภาษีภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไปด้วย และถ้าเป็นเงินได้ประเภทที่ 5-6-7-8 ต้องยื่นเสียภาษีกลางปีช่วงเดือนกันยาด้วยนะ

มีอยู่ 2 สิ่งบนโลกนี้ที่คุณหนีไม่พ้น … “ความตาย กับ ภาษี”

ใครที่อ่านมาถึงจุดนี้ แล้วรู้สึกว่าทำไมชีวิตมันยุ่งยาก ปิดบทความนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบ Jason Bourne หลบหนีสรรพากรต่อไป “เลิกคิดเลยครับ” เพราะเมื่อไหร่ที่สรรพากรตรวจเจอ นอกจากคุณจะเสียตังค์แล้ว คุณยังต้องมาเครียด ชีวิตไม่มีความสุข แถมการหนีภาษี มีโทษทั้งทางแพ่ง และอาญา มีสิทธิติดคุกเลยนะ … ฉะนั้นถ้าไม่อยากมีจุดจบแบบนั้น “ยื่นภาษีซะ” แล้วหันมาใช้ค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่กฎหมายเขาให้สิทธิ ซึ่งถ้าคุณวางแผนดี ๆ นอกจากจะไม่ต้องใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้ว ภาษีที่คุณเสียอาจไม่เยอะอย่างที่คิดด้วยซ้ำครับ

ว่าแล้วก็ขอทิ้งท้ายด้วย เงินได้ที่ได้รับยกเว้น และ อัตราค่าลดหย่อนประจำปี 2560 จากเวปไซต์ของคนดังแห่งซอยอารีย์ (กรมสรรพากร) แล้วใน BLS Knowledge Sharing ตอนหน้า ผมจะมาอธิบายขยายความรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะใช้ลดหย่อนให้ฟังครับ … กดติดดาว Facebook Bualuang ไว้เลย!!!

#ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ นักวางแผนการลงทุน

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น