ชำแหละอนาคต “เอสซี แอสเสท”

อสังหาริมทรัพย์ได้เวลาฟื้นคืนชีพ!! หลังยอดจองซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย อาจพุ่งขึ้นกว่า 23% ในช่วงสิ้นปี 2560 ขึ้นแตะ “จุดสูงสุด” เป็นประวัติกาลที่ 268 ล้านบาท เมื่อบทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2561 การันตีหนักแน่นเช่นนี้ ก็คงต้องมีคำถามต่อท้ายว่า แล้วหุ้นตัวไหนน่าลงทุนประจำกลุ่ม ? คำตอบนี้  “เม่าจำไม By Bualuangจัดให้เน้นๆ ไม่มีกั๊ก!!!

“หนึ่งหุ้นน่าลงทุนประจำกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย

ตำแหน่งนี้หลักทรัพย์บัวหลวง ยกให้ บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ร่วมครอบครองกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก 8 ราย (ANAN, AP, LH, LPN, PSH, QH, SIRI และ SPALI) แม้ผลกำไรในปี 2560 ของ SC อาจออกมาไม่สวยนัก หลังรายได้คอนโดมิเนียมชะลอตัวกว่า 60% ตอกย้ำผ่านบทวิเคราะห์ของหลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 2561 ที่ระบุชัดว่า…

ในปี 2560 SC อาจทำกำไรสุทธิได้เพียง 1,536 ล้านบาท เทียบกับปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 1,968 ล้านบาท แม้ SC อาจรายงานกำไรไตรมาส 4 ปี 2560 “สูงสุด” คิดเป็น 54% ของกำไรทั้งปี โดยยอดจองซื้ออาจเติบโตโดดเด่นที่ระดับ 12% เมี่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 4.7 พันล้านบาท

หนุนโดยยอดจองซื้อโครงการแนวราบรายไตรมาสที่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติกาลที่ 3.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ทำได้ระดับ 3 พันล้านบาท

financial-statement1

(ที่มา : บทวิเคราะห์ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 2561)

แต่หากพิจารณาสตอรี่ตลอดปี 2561 จาก คุณอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์  ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร และ คุณปรารถนา แพทย์สมาน” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ควงคู่กันมายืนยันผ่านงาน SC Roadshow @Bualuang ณ Bualuang Investment Station เม่าทั้งหลายอาจมีมุมมองเปลี่ยนไปก็เป็นได้…

สร้างนวัตกรรมครอบคลุมชีวิตทุกด้านของผู้อยู่อาศัย

อาวุธสำคัญนี้จะเข้ามาช่วยผลักดันให้องค์กรแห่งนี้ เดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้รวม 23,000 ล้านบาท และยอดขายกว่า 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2563”  ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร ฟันธงกับชาวหลักทรัพย์บัวหลวง

คุณอรรถพล เล่าว่า ตลอดปีที่ผ่านมา SC ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค 4.0 หลังพบว่า โลกกำลังถูกเชื่อมต่อกันด้วยระบบดิจิตอล ด้วยการเดินหน้าจัดตั้ง 3 บริษัทร่วมทุน ไล่มาตั้งแต่เดือนพ.ค. 2560 บริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสซี เอเบิล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจงานบริการหลังการขายแบบครบวงจร ภายใต้สโลแกน “Your Home  in Good Hands มือโปรของทุกบ้าน” ได้เปิดตัว  Able Academy” สถาบันอบรมพัฒนาช่างฝีมือ และอบรมทีมรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เพื่อดูแลความปลอดภัยให้โครงการในเครือ

จากนั้น “เอสซี เอเบิล” ได้เข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตร Startup อย่าง Fixzy ซึ่งเป็น application รวบรวมสารพัดช่างด้านงานก่อสร้าง โดยช่างบน platform ของ Fixzy จะได้รับการฝึกพัฒนาจาก Able Academy ปัจจุบัน Fixzy มียอดดาวน์โหลด application ประมาณ 50,000 ครั้ง และมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 60%

จุดเด่น Fixzy คือ มีบริการช่างเพื่อซ่อมแซม ติดตั้ง และดูแลทุกปัญหาภายในบ้าน เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า งานโครงสร้าง และยังมีบริการต่างๆ เช่น ล้างแอร์ และทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น ซึ่งบริการเหล่านี้จะทำให้ลูกค้า SC มีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น

PIC2

ต่อมาในเดือนก.ค. 2560 เอสซี แอสเสท ได้จัดตั้ง บริษัท สโคป จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยบริษัทถือหุ้น 90% และอีก 10% ถือหุ้นโดยคุณมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ รับจ้างบริหารการตลาดและการขาย รวมถึงรับจ้างบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะสร้างยอดจอง (Presale) ได้ในปี 2561 หลังเปิดโครงการใหม่ แต่จะเริ่มสร้างรายได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

จากนั้นในเดือนต.ค. บริษัท อัพคันทรี่ แลนด์ จำกัด ในฐานะบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน 20% คิดเป็น 1.5 ล้านหุ้น หุ้นละ 5 บาท และส่วนล้ำมูลค่าหุ้น หุ้นละ 15 บาท รวมเป็นเงินลงทุน 30 ล้านบาท ในบริษัท ไฟร์ วัน วัน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีแก่องค์กรต่างๆ และพัฒนาระบบงาน Platform โดยการเข้าลงทุนครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้าง Digital Platform ในการพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆของบริษัท

ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร เล่าต่อว่า จากการลงทุนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ SC ประกาศไว้ในช่วงต้นปี 2560 ที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย แน่นอนว่า การลงทุนในยุค 4.0 คงไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้…

ภายใน 1-3 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายจะใช้เงินลงทุน เพื่อพัฒนา Platform ต่างๆ อีกประมาณ  50-100 ล้านบาท ซึ่งอาจมีทั้งจับมือร่วมทุนกับบริษัทอื่นๆ หรือพัฒนาระบบขึ้นเอง แต่ไม่ว่าการลงทุนจะออกมาในรูปแบบใด เป้าหมายของการลงทุน คือ สร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกบ้านของ SC หลังเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกช่วงจังหวะชีวิต

“การลงทุนในระบบเทคโนโลยีต่างๆจะเข้ามาเสริมความได้เปรียบในด้านการแข่งขันให้กับ SC และเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญยังเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยคุณอรรถพล กล่าว

รายได้ 2.3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายปี 2563

คุณอรรถพล เล่าว่า เรากำลังมุ่งหน้าสู่ “Living Solutions Provider” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ครอบคลุมชีวิตทุกด้านของผู้อยู่อาศัย โดยเมื่อปลายปี 2560 เราได้พัฒนา “รู้ใจ Living Solutions Platform นวัตกรรมที่อยู่อาศัยครบวงจรที่ได้รวบรวมเอา Innovations และ Solutions จาก SC ASSET รวมถึงพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาแท็คทีมกัน Co-create นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถรองรับความสะดวกสบายและความปลอดภัยของคนภายในบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้บ้านมีความฉลาดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน SC ยังได้จับมือกับ AIS เพื่อร่วมกันออกแบบ “บ้านรู้ใจ สมาร์ทโฮม” ระบบควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน ผ่านอินเตอร์เน็ต ด้วยการนําเทคโนโลยี “IoT” (Internet of Things) เข้ามาอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยในทุกด้าน ผ่าน Mobile Application เช่น ควบคุมการเปิด-ปิด ไฟฟ้า, ควบคุมการเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศ และควบคุมการเปิด-ปิด สัญญาณกันขโมยภายในบ้าน เป็นต้น

ทีมบริหาร SC ยืนยันหนักแน่นว่า การลงทุนในช่วงที่ผ่านมา และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ “ฐานะการเงิน” ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561-2563) “เติบโตแข็งแกร่งเฉลี่ยปีละกว่า 10%  โดยในปี 2561 ตั้งเป้าหมายรายได้รวมประมาณ 17,000 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งหนุนโดยรายได้จากโครงการใหม่  “Saladaeng One” ศาลาแดง มูลค่า 4.7 พันล้านบาท และโครงการ “BEATNIQ” สุขุมวิท 32 สูง 34 ชั้น มูลค่าโครงการ 4 พันล้านบาท ปัจจุบันมียอดจองซื้อแล้วกว่า 40% ต่อแห่ง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนเม.ย.และไตรมาส 3 ปี 2561 ตามลำดับ

โครงการ BEATNIQ (2)

ปีนี้บริษัทอาจมียอดจอง (Presale) ประมาณ 18,000 ล้านบาท หลังวางแผนจะเปิดโครงการใหม่ 20 แห่ง มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 17 แห่ง และแนวสูง 3 แห่ง

ส่วนแผนงานในปี 2562 ตั้งเป้าจะมีรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยจะเปิดโครงการใหม่กว่า 15 แห่ง มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 10 แห่ง และแนวสูง 5 แห่ง สำหรับในปี 2563 อาจมีรายได้ประมาณ 23,000 ล้านบาท และอาจมียอดขายกว่า 20,000 ล้านบาท

“สิ้นปี 2560 SC ครองส่วนแบ่งการตลาด บ้านราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไปประมาณ 2% ,ราคา 8-15 ล้านบาท ประมาณ 7% ,ราคา 5-8 ล้านบาท ประมาณ 2% และราคา 3-5 ล้านบาท ประมาณ 8%”

ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร แจกแจงต่อว่า ในปี 2560 บริษัทสามารถปิดยอดจองได้ในระดับ 15,000 ล้านบาท และได้เปิดโครงการใหม่ไปทั้งสิ้น 15 โครงการ มูลค่าประมาณ 25,650 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวสูง 2 แห่ง และแนวราบ 13 แห่ง คาดว่าจะยกยอดมาทยอยรับรู้รายได้ในปี 2561 ประมาณ 37,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 70% และแนวสูง 30%

ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทประมาณ  95% มาจากการขายบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม เน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก (แนวราบ 70% และแนวสูง 30%) ที่เหลืออีก 5% มาจากรายได้ให้เช่าสำนักงาน โดยในปี 2560 บริษัทได้เปิดอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ SC TOWER บนถนนพหลโยธินซอย 8 ล่าสุดยอดจองพื้นที่เต็มหมดแล้ว ปัจจุบันเรามีพื้นที่สำนักงานให้เช่าประมาณ 120,000 ตารางเมตร คิดเป็นยอดจองพื้นที่เฉลี่ย 93%

“ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พอร์ตโครงการระดับ 5 ล้านบาทขึ้นไปจะมีสัดส่วนประมาณ 10% พอร์ตราคา 5-15 ล้านบาทระดับ 60% และพอร์ตราคา 15 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ 30%”

ปี 2561 ชิมลางตลาดต่างจังหวัด 

เมื่อปี 2560 SC มี 2-3 แบรนด์ใหม่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการระดับ 20-25 ล้านบาทต่อยูนิต หรือราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต เป็นต้น ซึ่งจากนี้เราจะเริ่มออกไปทดลองตลาดระดับกลาง-ล่างมากขึ้น จากเดิมที่เน้นตลาดกลาง-บน เป็นหลัก

โครงการที่อยู่อาศัยของ SC แยกตามระดับราคา

เอสซี แอสเสท วางแผนจะเปิดโครงการแนวราบ 2 แห่ง มูลค่าขายต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อยูนิต ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งเป็น 1 แห่ง ในช่วง 6 เดือนแรก และอีก 1 แห่ง ในช่วง 6 เดือนหลังปี 2561 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของภาครัฐ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ซัพพลายมีไม่เยอะ แต่ความต้องการมีเข้ามาสม่ำเสมอ ที่สำคัญพื้นที่ยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ซึ่งเราศึกษาหาข้อมูลมานานกว่า 2 ปีแล้ว

หากการขายในพื้นที่ดังกล่าว ทำออกมาได้ดีตามเป้าหมาย และการเจริญเติบโตของเมืองยังอยู่ในทิศทางที่ดี ก็อาจเห็นเรามองหาที่ดินผืนต่อไปก็เป็นได้ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจทางหนึ่ง แต่ถึงจะหันมาขยายพอร์ตการลงทุนในต่างจังหวัด แต่บริษัทยังคงเน้นทำงานในพื้นที่กรุงเทพฯเป็นหลักเหมือนเคย ตลอดระยะเวลา 14-15 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาโครงการไปแล้ว 107 โครงการ มูลค่าประมาณ  140,000 ล้านบาท

SC จะเน้นขยายโครงการใหม่ในต่างจังหวัด ตามนโยบายของภาครัฐ เพราะการที่รัฐไปบุกทำเลไหนย่อมหมายความว่า พื้นที่ตรงนั้นจะมีความเจริญเติบโตตามมา

ทีมบริหาร SC ทิ้งท้ายบทสนทนาว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อแนวราบของ SC ขยับมาแตะระดับ 10% เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อนที่อยู่ “ตัวเลขหลักเดียว” แต่ก็ยังถือว่า “เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม” ส่วนตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อคอนโดมิเนียมของ SC ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 5% นั่นเป็นเพราะเราตั้งใจขายลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang จะพาเหล่านักลงทุนไปซอกแซกเรื่องลงทุน บุคคลน่าสนใจ หรือ วาไรตี้สุดฮิปที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเคย…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น