ถอดโมเดล “เทิร์นอะราวด์” SAMART

แก้เกมพลิกฟื้นธุรกิจด้วยกลยุทธ์อะไร ?

เหล่าแฟนคลับหุ้น สามารถคอร์ปอเรชั่น หรือ SAMART บางรายอาจตั้งข้อสงสัย หลังผลการดำเนินงานปี 2560 เกิดอาการสะดุด โดยแสดงผลขาดทุน  947.96 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 71.18 ล้านบาท เนื่องจากสัดส่วนการทำกำไรของ “สายธุรกิจ Digital (เดิมคือธุรกิจ Mobile Multimedia) ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บมจ.สามารถ ดิจิตอล หรือ SDC (ชื่อเดิม บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย หรือ SIM) ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันยังมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ หลังยุติการทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอ-โมบาย ที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของภาคบริโภค และการแข่งขันอย่างรุนแรงของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่

“เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปล้วงคำตอบแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ จาก “คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์” แม่ทัพใหญ่ บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น

samart-fs

ที่มา : บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 16 พ.ย. 2560

SAMART จะไม่จำกัดบทบาทตัวเองอยู่เพียงการเป็น “Holding Company” ตรงกันข้ามจะมองหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท โดยไม่ต้องพึ่งพิงแต่เงินของบริษัทลูก” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ยืนยันเจตจำนงเดิม

ส่วนธุรกิจใหม่จะเป็นงานเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ตอนนี้บอกได้เพียงว่า เราจะเน้นงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่จะอยู่กันคนละฟิวส์กับบริษัทในเครือ และต้องสร้าง “รายได้หลักพันล้านบาทต่อปี” ให้กับบริษัท คาดว่า ภายในครึ่งปีแรกของปี 2561 คงได้ข้อสรุปเรื่องดังกล่าว

“บทเรียนที่ได้รับจาก ไอ-โมบาย ทำให้ SAMART ตระหนักว่า ต้องพึ่งพาตัวเองให้มาก อย่าหวังพึ่งแต่ลูก”

สำหรับเป้าหมายรายได้รวม ในปี 2561 ยังคงยืนยันคำเดิมว่า ต้องคว้าตัวเลข 20,000 ล้านบาท มาครอบครองให้ได้  โดย “พระเอกของกลุ่ม” ต้องยกให้ “สายธุรกิจ ICT Solutions” ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL (SAMART  ถือหุ้น 70.14%) รองลงมาเป็น “สายธุรกิจ Utilities and Transportations” (SAMART ถือหุ้น SAMART U-TRANS 99.99%)

ตามต่อด้วย “สายธุรกิจ Digital” บริหารงานโดย บมจ. สามารถ ดิจิตอล หรือ SDC (SAMART ถือหุ้น 70.94%), “สาย Call Center” บริหารงานผ่าน บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ หรือ OTO (SAMART ถือหุ้น 68.43%) และ “สายธุรกิจ Technology Related Services” ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปการณ์รับสัญญาณโทรทัศน์และจานรับสัญญาณดาวเทียม เป็นต้น

“หากทุกอย่างเป็นไปเป้าหมาย SAMART จะเข้าสู่ยุคเทิร์นอะราวด์” คุณวัฒน์ชัย ยืนยัน

1524543526269

คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น

SAMTEL ปีนี้ “โดดเด่น”

กรรมการผู้จัดการใหญ่ เชื่อมั่นว่า ปี 2561 บมจ. สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการระบบสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคมจะสามารถทำ “NEW HIGH”  ทั้งในแง่การเซ็นสัญญาใหม่กับลูกค้า, การรับรู้รายได้ และสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Revenue)

ในฝั่งของรายได้รวม ปีนี้ SAMTEL ตั้งเป้าหมายไว้ระดับ 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของรายได้รวม SAMART เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,981.96 ล้านบาท ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า ทำได้ตามแผนงานแน่นอน เพราะปีก่อนสามารถคว้าโครงการใหม่ๆ มูลค่ารวม 6,355 ล้านบาท ส่งผลให้มีงานในมือมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท  เช่น โครงการ Core Banking ของ ธอส. มูลค่า 1,898 ล้านบาท, โครงการติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมทหาร และอุปกรณ์ประกอบให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย มูลค่า 941 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะเดียวกันหนึ่งในบริษัทย่อยของ SAMTEL ภายใต้ชื่อ บจก. ซีเคียวอินโฟ ผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ (Cyber Security) แบบครบวงจร จะเริ่มเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะรับงานตรง ควบคู่กับงานประมูลจากภาคเอกชนและรัฐบาล ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจดังกล่าวยังไม่ค่อยมีเท่าไรนัก

ส่วนในแง่ของสัดส่วนรายได้ประจำ ในปีนี้ตัวเลขอาจขยับ จากระดับ 30% เป็น 40% (คิดเป็นรายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท) หลังบริษัทมีอายุสัญญางาน  5-10 ปีมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงสัญญาสั้นๆ โดยสัญญางานระยะยาวยังคงมาจากลูกค้ารายเดิมๆ เช่น กรมตำรวจ, กรมที่ดิน , การรถไฟแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น

“SAMTEL เริ่มประมูลงานใหม่ๆ ไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรก คาดว่าตลอดปีนี้จะได้รับงานใหม่มูลค่ารวมประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท”

SDC เข้าสู่โหมด Turnaround

แม่ทัพใหญ่ SAMART เล่าถึงแผนงานของ บมจ. สามารถ ดิจิตอล หรือ SDC ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผู้ให้บริการข้อมูล ข่าวสาร และสาระความบันเทิงที่ทันสมัยว่า หลังภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วง 2-3 ปีที่ผานมา ยังคงรุนแรง และไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้นในอนาคต

ขณะที่ยุคดิจิตอลเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้บริษัทตัดสินใจยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ด้วยการหันมาเน้น 2 สายธุรกิจ นั่นคือ 1. ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และอุปการณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Mobile Business) และ 2. ธุรกิจให้บริการข้อมูล ข่าวสาร และสาระความบันเทิง  (Non-Mobile Business)

ล่าสุด SDC ได้ให้บริการ Digital เต็มรูปแบบ ผ่านบริการ “วิทยุคมนาคมระบบดิจิตอล” Digital Trunk Radio System หรือ DigiTrunk รวมถึงให้บริการ “ธุรกิจให้เช่าเสาสัญญาณร่วม” (CO-Tower) แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกรมอุทยานทั่วประเทศ ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นการให้บริการร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

SDC ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2561 จะมีผู้ใช้บริการ DigiTrunk ไม่ต่ำกว่า 50,000 ราย และจะเพิ่มเป็น 200,000-300,000 ราย ในอีก 3 ปีข้างหน้า ฉะนั้นจะเริ่มเห็นผลประกอบการของ SDC ผงกหัวขึ้นในปี 2561 โดยวางเป้าหมายรายได้รวม ไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของรายได้รวม SAMART เทียบกับปี 2560 ที่มีรายได้รวม 1,364.17 ล้านบาท และคาดว่า SDC จะเดินหน้าเข้าสู่ช่วง Turnaround  ในปี 2562

“เรายังมีแผนจะทำโครงการอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อผลักดันให้ผลประกอบการ SDC เติบโตต่อเนื่องในอนาคต แต่ตอนนี้ยังให้รายละเอียดไม่ได้ บอกได้เพียงว่า เป็นงานเกี่ยวข้องกับ  Big Data โดยอาจทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ประชาชน”

SAMART UTRANS เติบโตต่อ

คุณวัฒน์ชัย เล่าถึง แผนงานของ “สายธุรกิจ Utilities and Transportations” ซึ่งดำเนินธุรกิจการให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศ และธุรกิจผลิตและจําหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่โรงงานกัมปอตซีเมนต์ ในประเทศกัมพูชา รวมถึงธุรกิจการให้บริการด้านการออกแบบ ก่อสร้างและติดตั้งงานระบบส่งไฟฟ้าครบวงจรว่า เราวางเป้าหมายรายได้รวมประมาณ 4,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของรายได้รวม SAMART

ปีนี้น่าจะมีไฮไลท์เด่นๆค่อนข้างเยอะ หลังบริษัท เทด้า จํากัด ผู้ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และทดสอบอุปกรณ์สถานีไฟฟ้า โรงไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าแรงสูงของโรงงาน เป็นต้น ยังคงเดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานสายส่ง หรือสายไฟลงดิน เป็นต้น

“เรากำลังสนใจธุรกิจเครื่องบินน้ำ หลังท่องเที่ยวเติบโต ส่วนความคืบหน้าธุรกิจพลังงานยังอยู่ระหว่างศึกษา เพื่อการลงทุนอีกหลากหลายโครงการ เช่น โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ประเทศกัมพูชา กำลังการผลิตประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เป็นต้น”

บริษัทวางแผนจะนำบริษัทลูก ภายใต้ชื่อ  SAMART Transolutions ผู้บริหารธุรกิจด้านคมนาคม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประมาณปลายปี 2561  ซึ่งบริษัทดังกล่าวสามารถทำกำไรได้ค่อนข้างสูง เรียกว่า สูงกว่า SAMART ที่เป็นบริษัทแม่ประมาณ 2-3 เท่า ที่สำคัญยังมีรายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 10% ทุกปี

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ย้ำเป้าหมายรายได้รวม บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ หรือ OTO ว่า ปีนี้ต้องมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปีก่อน (คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 5% ของ SAMART)  เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีรายได้จำนวน 826.66 ล้านบาท โดยแผนงานสำคัญของ OTO ยังคงเดินหน้าที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น หลังเมื่อปีก่อนเราเสียลูกค้าประกันสังคมไป

“เรื่องไหนไม่ถนัด คู่แข่งเยอะ เราจะไม่ทำ แม้จะเป็นงานที่มีความต้องการสูงก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้วก็จะเหลือคนที่ประสบความสำเร็จใน Red Ocean เพียงไมกี่คน สู้เก็บแรงและทรัพยากรไปทำงานที่มีความถนัดดีกว่า” คุณวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้ายบทสนทนา

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน บุคคลน่าสนใจ หรือวาไรตี้สุดฮิปที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเวอร์…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

1 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. prayuth pongsuram

    ให้ความรู้เรื่อง สามารถเพิ่มอีกมาก แต่ยังไม่มากพอ ขอให้ติดตามผลการดำเนินงานมาบอกอีก ไตรมาสละครั้ง ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น