RS ขยันวิ่ง “เฮียฮ้อ” ซ่อนสตอรี่อะไร?

“หุ้นกลุ่มมีเดีย” ที่มีความร้อนแรง ในแง่ของ “ราคาหุ้น” คงไม่มีใครเกินหน้า บมจ.อาร์เอส หรือ RS ของ“เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 33.13% (ตัวเลข ณ วันปิดสมุดทะเบียน 19 เม.ย.2560)
เพราะตลาด 9 เดือนกว่าที่ผ่านมา ราคาหุ้น RS พุ่งทะยานแล้วเฉลี่ย 156.41% จากจุดต่ำสุด 7.80 บาท (ราคา ณ วันที่ 4 ม.ค.2560)
ขึ้นมายืนจุดสูงสุด 20.20 บาท (ราคา ณ วันที่ 4 ต.ค.2560) ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของกลุ่มมีเดียในด้านราคาหุ้นที่ขยับตัวขึ้นสูงสุด

ราคาหุ้น RS
หากย้อนดูความเคลื่อนไหวหุ้น RS จะพบว่า ราคาเริ่มติดสปีดซื้อขายบนตัวเลขสองหลักในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่บริษัทประกาศแตกไลน์สู่ “ธุรกิจสุขภาพและความงาม” อย่างเต็มตัว หลังเริ่มทดลองจำหน่ายผ่าน Telesales เมื่อสองปีที่ผ่านมา และเริ่มวางกลยุทธ์การขายจริงจังในช่วงกลางเดือนธ.ค.2559 แบ่งออกเป็น “ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า” ภายใต้แบรนด์ “มาจีค” (Magique)
“ผลิตภัณฑ์บํารุงเส้นผมและหนังศีรษะ” แบรนด์ “รีไวฟ์” (Revive) และ “ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม” แบรนด์ “เอสโอเอ็ม” (S.O.M)

RS_KS2
ความโดดเด่นของกิจการใหม่ คือ เป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเฉลี่ย 65-70% และมีอัตรากำไรสุทธิเกือบ 30% แตกต่างจาก “ธุรกิจมีเดีย” ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นน้อยมาก (อ้างอิงบทสัมภาษณ์ผู้บริหารอาร์เอส) โดยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2560 บริษัทโกยรายได้จากกิจการใหม่แล้ว 300.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 50.9% หลังดำเนินการส่งเสริมการขายผ่านทุกช่องทางอยางจริงจัง โดยเฉพาะช่องทางสื่อโทรทัศน์ของบริษัท…ทว่าในช่วงที่ราคาหุ้น RS กำลังร้อนแรงบุตรชายคนโตของเฮียฮ้อ “ป๊อป เชษฐ์ เชษฐโชติศักดิ์” ได้อาศัยจังหวะที่ดีตัดขายหุ้นออก 0.05% ในราคาหุ้นละ 14.09 บาท เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังเพิ่งเก็บหุ้นเข้าพอร์ต 1.58% ราคาหุ้นละ 9.30 บาท ได้ไม่นาน (ซื้อหุ้น 15,300,000 หุ้น เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา)

ขณะที่ “ผู้เป็นพ่อ” นอกจากตลอดปี 2560 จะดำเนินการเพียงโอนหุ้นออกให้ “ทายาทคนเล็ก” (โชติ เชษฐโชติศักดิ์) ก็ไม่ได้ตัดขายหุ้นให้นักลงทุนรายใดเหมือนปีก่อนที่ขาย 49,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 7 บาท ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตรงข้ามกับเดินหน้าเก็บทั้งหุ้นแม่และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น 3 อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า ไล่ซื้อเกือบทุกราคา (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานก.ล.ต.)
หรือ “เฮียฮ้อ” กำลังส่งสัญญาณอย่างมีนัยยะต่อเหล่าแฟนคลับว่า ฐานะการเงินสิ้นปี 2560 กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มี “ผลขาดทุนครั้งแรก” ในรอบหลายปีที่ระดับ 102.15 ล้านบาท..

ปี 2560 ฐานะพลิกเป็นกำไร

ก่อนธุรกิจสุขภาพและความงามจะแสดงผลบวก ก่อนหน้านี้นักลงทุนหลายคนมีความสงสัยว่า อาร์เอสจะประสบความสำเร็จในธุรกิจใหม่ได้จริงหรือ? ทว่าวันนี้ผู้นำองค์กรผู้มีความยืดหยุ่นเป็นที่ตั้งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจใหม่แกะกล่องกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างกำไรและรายได้ของบริษัท โดยเฉพาะในช่วงที่สภาวะเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมชะลอตัว นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน ประจำหลักทรัพย์บัวหลวง ยืนยันเช่นนั้นในบทวิเคราะห์ (ฉบับวันที่ 22 ส.ค.2560)

จากการที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวงเข้าร่วมประชุมกับผู้นำองค์กรอาร์เอส พบว่า แม้ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาจะชะลอตัว แต่ผลประกอบการในปี 2560 จะสามารถพลิกจาก “ขาดทุน” เป็น “กำไรสุทธิ” ได้อย่างแน่นอน โดยคาดว่า อาจสร้างกำไรสุทธิได้ในระดับ 290 ล้านบาท ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 417 ล้านบาท ในปี 2561 และ 611 ล้านบาท ในปีถัดไป

“กุญแจดอกสำคัญ” ที่จะช่วยให้โมเมนตัมของกำไรเติบโตได้ดีต่อเนื่อง คือ ธุรกิจสุขภาพและความงาม หลังยอดขายยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในทุกๆเดือน โดยคาดว่า ยอดขายในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 จะขยับขึ้นมาแตะระดับ 400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ปี 2560 ที่มียอดขายระดับ 200 ล้านบาท และ 300 ล้านบาท ตามลำดับ และสิ้นปี 2560 อาจมียอดขายเติบโต 500-600%
“ธุรกิจความงามในปี 2561 จะเติบโตเป็น “สองเท่าตัว” จากการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าเป็น 35 SKUs ในสิ้นปีนี้ (เดือนพ.ย.นี้อาจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่) รวมถึงการจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อีก 5-6 ราย ในช่วงที่เหลือของปีนี้” บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุเช่นนั้น
สอดคล้องกับคำพูดของ “นักลงทุนสัมพันธ์อาร์เอส” ที่ยืนยันเป้าหมายยอดขายความงามในปี 2560 ที่ระดับ 1,300 ล้านบาท (รวมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามของเหล่าพันธมิตรที่คิดเป็น 20% ของยอดขายทั้งหมดแล้ว) ขณะที่ปี 2561 อาจมียอดขายความงามสูงถึง 2,500 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีระบบ Call center คอยรับสายลูกค้าประมาณ 250 ที่นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 100 ที่นั่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และปี 2561 ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มที่นั่ง Call center อย่างต่อเนื่อง (ได้ยินตัวเลขหลังไมค์บอกได้คำเดียวว่า ว้าว!!)

RS_KS1

“กิจการความงาม คือ สตอรี่เทิร์นอะราวด์ของอาร์เอส”

นักลงทุนสัมพันธ์อาร์เอส ยืนยันอย่างนั้น….ธุรกิจดิจิตอล ฟื้นตัว 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ นักวิเคราะห์แสดงความมั่นใจว่า ไม่ได้มีเพียงกิจการใหม่เท่านั้นที่จะช่วยหนุนให้ฐานะการเงินของอาร์เอส เปลี่ยนแปลงไปในทางบวก แต่งานหลักอย่าง “ธุรกิจดิจิตอล” จะเริ่มเห็นการฟื้นตัว ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2561 โดยคาดการณ์ว่า เป้าหมายเรทติ้ง ในช่วงสิ้นปี 2560 ของสถานีโทรทัศนช่อง 8 จะอยู่ระดับ 0.75
หลังตลอดเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ช่อง 8 สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้แล้ว แม้ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาจะชะลอตัว แต่ยังคงมีเรทติ้ง 24 ชม.(อายุ 4 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ) อยู่ระดับ 0.65 เพิ่มขึ้นกว่า 25% นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน

คอนเทนต์แข็งแกร่งสุดอันดับหนึ่งของช่อง 8 คือ “กีฬา”

หลังจำนวนผู้ชมเฉลี่ยในเดือนก.ค.ของรายการ 8 แม็กซ์ มวยไทย และ เดอะ แชมเปี้ยนส์ มวยไทยตัดเชือก อยู่ระดับ 2.1 ล้านคน และ 1.7 ล้านคน ตามลำดับ ขึ้นแท่นอันดับ 2 และ 3 เป็นรองเพียงรายการมวยไทยของช่อง 7รองลงมาเป็นคอนเทนต์ “ซีรี่ย์อินเดีย” เรื่อง “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” โดยอยู่อันดับ 3 ในช่วงละครเย็น มีจำนวนผู้ชมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 ล้านคน ในเดือนก.ค. เทียบกับ 4.2 ล้านคน สำหรับช่อง 7 และ 2.1 ล้านคน สำหรับช่อง Workpoint

คอนเทนต์ “ข่าว” ก็มีเรทติ้งสวยไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะรายการข่าวช่วงเช้าในวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์ หลังรั้งอันดับ 2 และ 1 ตามลำดับ ในเดือนก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา ทีมงานหลักทรัพย์บัวหลวง มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสตูดิโอที่ใช้สำหรับการอัดรายการข่าว ที่ตั้งอยู่ชั้น 7 ของตึกใหม่ ต้องขอบอกว่า ยิ่งใหญ่สมกับมูลค่าลงทุนกว่า 20 ล้านบาทจริงๆ…

RS_KS3

“โอกาสที่เรตติ้งของช่อง 8 จะปรับตัวขึ้นอีกไม่ใช่เรื่องยาก หลังได้แรงหนุนจากคอนเทนต์ใหม่อย่าง หนุมาน สงครามมหาเทพ และข่าวช่วงเย็นในวันธรรมดา ฉะนั้นอัตราค่าโฆษณาอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 20-30% ในปี 2561” กูรูหุ้นมีเดีย วิเคราะห์อย่างนั้น

สุดท้ายแล้วราคาหุ้น RS จะวิ่งไปไกลระดับไหน เหล่าแฟนคลับคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะชายชื่อ “เฮียฮ้อ” ชอบมีเซอร์ไพรส์นักลงทุนตลอดเวลา ดูอย่างรายการข่าว แม้เพิ่งดำเนินการมาได้เพียง 3 ปี แต่เรทติ้งวันนี้ยืนอันดับ 3 รองจากอันดับสองอย่างช่อง 3 และอันดับหนึ่งอย่างช่อง 7

แต่ที่แน่ๆ สิ้นเดือนต.ค.นี้ ทีมงานอาร์เอส เตรียมตัวจะเดินสายโรดโชว์ เหล่ากองทุน ไล่มาตั้งแต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางต่อไปในแถบเอเชียอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง เป็นต้น

ไม่รู้ว่างานนี้ เฮียฮ้อ หวังจะเห็นสัดส่วนการถือหุ้นของเหล่ากองทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังปัจจุบันมีสัดส่วนการถือครองเหลือเพียง 2% จากเดิมที่เคยถือหุ้นเฉลี่ย 5-10% ติดตามอ่านบทวิเคราะห์หุ้น RS ฉบับเต็มได้ใน Bualuang Research วิธีการเข้าอ่านบทวิเคราะห์ คลิกที่นี่

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น