ทำไมการทำ “Rebalancing” ให้กับพอร์ตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ?

หลังจากดัชนี SET พุ่งทะยานสูงกว่า 1,600 จุด จนเข้าใกล้ 1,700 จุด มากขึ้นเรื่อยๆ…เชื่อว่านักลงทุนหลายๆท่าน คงมีความสุขที่ได้เฝ้ามองพอร์ตการลงทุนเติบโต หลังจากที่ตลาดหุ้นทำตัวน่าเบื่อ Sideway มานาน

แต่ก็อย่าดีใจจนลืมสิ่งสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรละเลย !! นั่นก็คือ การบริหารพอร์ต (Portfolio Management) ให้มีระดับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ตามที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น

ถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มสงสัยว่าตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเช่นนี้ … ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ ? ทำไมเรายังต้องมาสนใจเรื่องสัดส่วนการลงทุนอีก

นั่นเพราะว่าการลงทุนที่ดี ควรลงทุนอย่างมีแบบแผน มีการติดตามผลและปรับสัดส่วนสินทรัพย์การลงทุนในพอร์ตของท่านอยู่เสมอ

เพราะสัดส่วนการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป…การทำ Rebalancing ให้กับพอร์ตจึงสำคัญ

ก่อนอื่นเริ่มที่…มาทำความรู้จักกับ “Portfolio rebalancing ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Rebalancing”  คือ การปรับสมดุลของสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนตามแผนการลงทุนเดิมตั้งแต่ต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการควบคุมระดับความเสี่ยงให้กับการลงทุนทั้งหมด ให้ยังคงอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

แล้วสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุน เปลี่ยนไปได้อย่างไร ?

เนื่องจากสินทรัพย์ต่างๆ มีอัตราการเติบโตของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน สินทรัพย์ที่โตเร็วกว่า เมื่อเวลาผ่านไปสัดส่วนในพอร์ตก็จะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันสินทรัพย์ที่โตช้ากว่า เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนในพอร์ตก็จะลดลงเช่นกัน

อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ

จากภาพจะเห็นได้ว่า ข้อมูลในอดีต “หุ้น” มีอัตราการเติบโตที่มากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ และ “ตราสารหนี้” ก็มีอัตราการเติบโตที่ช้ากว่าสินทรัพย์อื่น ๆ

การทำ Rebalancing ดีอย่างไร ?

สำหรับวิธีการนี้ อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องของโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทน แต่จะเป็นการควบคุมความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของท่านให้อยู่ในขอบเขตที่ยังรับได้  อีกทั้งผลพลอยได้ก็คือสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการลงทุนได้อีกทางนึงด้วย โดยใช้เป็นจังหวะในการตัดสินใจ เข้าซื้อหรือขายสินทรัพย์ ทำให้ ซื้อถูก  – ขายแพง  กล่าวคือ ในภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เมื่อสัดส่วนในพอร์ตของหุ้นโต ก็จะถึงกำหนด ที่จะต้องปรับโดยการขายออก ในทางกลับกันหากหุ้นปรับตัวลดลง ก็จะได้จังหวะในการเข้าซื้ออีกครั้ง !!

ถ้าหากไม่ทำ Rebalancing  จะส่งผลอย่างไร ?

ถ้าหากว่า ท่านเป็นนักลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง ชื่นชอบการลงทุนในหุ้น ก็อาจจะเลือกทำหรือไม่ทำการ Rebalance พอร์ตก็ได้ แต่ที่เราแนะนำให้ทำ Rebalance  นั้นเนื่องจากว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ…

เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หุ้นในพอร์ตมีการเติบโตมากขึ้น ย่อมส่งผลให้พอร์ตการลงทุนของท่านมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน หากเราปล่อยปละละเลยให้หุ้นซึ่งนับว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ต มีสัดส่วนสูงขึ้น ถ้าหากวันดีคืนดีมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น เกิดวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่มีผลกับตลาดหุ้นรุนแรง ก็จะส่งผลให้พอร์ตของเราเกิดความเสียหายที่มากขึ้นกว่าที่คาดคิด  และไม่เป็นผลดีกับพอร์ตลงทุนของเราอย่างแน่นอน !!

Rebalancing ควรทำเมื่อไหร่ 

โดยส่วนใหญ่การกำหนดระยะเวลาทำ  Rebalancing  แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน  นั่นคือ

  • ปรับตามความถี่ หรือระยะเวลา เมื่อถึงกำหนดก็จะทำการปรับสัดส่วน เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือ ทุกปี เป็นต้น
  • ปรับตามการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการลงทุน โดยจะปรับเมื่อสินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปเกินจากที่กำหนด เช่น หุ้นที่ถือราคาสูงขึ้น /ต่ำลง 10% จะต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุน

ทั้งนี้สามารถนำ 2 วิธีนี้มาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ เช่น กำหนดโดยใช้ช่วงเวลาเป็นหลัก  แต่หากระหว่างทางก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้ เกิดมีสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้วางแผนไว้ จะสามารถทำการปรับก่อนถึงกำหนดได้เช่นกัน

ทำได้อย่างไร…ยุ่งยากซับซ้อนหรือไม่ ?

หลักๆก็มีอยู่ 2 วิธีง่ายๆ คือ “ถ้าไม่ขายสัดส่วนที่เกินไปซื้อในสัดส่วนที่ลด ก็เอาเงินเติมเข้าไปซื้อแทน” ขยายความว่า

  1. ขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วนเดิมออกไป จากนั้นนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดน้อยลงให้กลับมามีสัดส่วนเท่าเดิม
  2. เติมเงินนำมาซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนลดน้อยลง ให้กลับมามีสัดส่วนเท่าที่เคยได้กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น

ยกตัวอย่าง สมมติให้พอเห็นภาพกันสักเล็กน้อย ถ้าเรามีเงิน 200,000 บาท ตั้งใจจัดพอร์ตให้มีสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 50% และสินทรัพย์เสี่ยงสูง 50% โดยไปลงทุนใน กองทุนรวมตราสารหนี้ 100,000 บาท กับ หุ้น 100,000 บาท และกำหนดว่าจะปรับเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง +-5%

…ผ่านไป6เดือน  ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นร้อนแรง เพิ่มขึ้น 25% แต่กองทุนรวมตราสารหนี้กลับขยับขึ้นแค่  2% ทำให้มูลค่ากองทุนรวมตราสารหนี้เพิ่มเป็น 102,000 บาท และหุ้นเพิ่มเป็น 125,000 บาท มูลค่าพอร์ตรวมจึงเป็น 227,000 บาท

ซึ่งส่งผลต่อสัดส่วนการลงทุนเปลี่ยนไปเป็น สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 45% และสินทรัพย์เสี่ยงสูง 55% ถึงตามกำหนดที่ตั้งไว้

สัดส่วนการลงทุน

ดังนั้น เราจึงทำการ Rebalancing โดยการขายหุ้นออกเป็นจำนวน 11,500 บาท แล้วนำเงินที่ได้นี้ไปซื้อกองทุนตราสารหนี้เพิ่มแทน ก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนกลับมามีสัดส่วนเท่ากับ กองทุนตราสารหนี้ 113,500 บาท และ หุ้น 113,500 บาท (50:50) ดังเดิมตามที่ตั้งใจไว้

 

** อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงการกำหนดเงื่อนไขในการปรับพอร์ตด้วย เนื่องจากจะส่งผลต่อค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมในการปรับพอร์ตแต่ละครั้ง เพราะยิ่งเราเลือกพอร์ตที่มีความผันผวนสูง แต่กลับกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดเปลี่ยนแปลงได้นิดเดียว ความถี่ในการ Rebalancing ก็จะยิ่งมากตามไปด้วย

 

การมีวินัยในการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ เราอาจจะดูเหนื่อยกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ตอบแทนเรา …จะทำให้เรายิ้มได้กว้างกว่าคนเหล่านั้นในอนาคต

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น