“passion to win” ความสำเร็จฉบับ “เฮียฮ้ออาร์เอส”

MAO-JUM-MAI-1200x630-rs

ตัวตนแท้จริงของ “อาร์เอส” อยู่ตรงไหน?

หลายคนคงสวมบทเม่าช่างสงสัย  “เม่าจำไม By Bualuang” เองก็อยากรู้!! แม้เวลานี้ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ผู้ก่อตั้ง บมจ.อาร์เอส (RS) จะยังเสาะหาคำนิยามที่แน่ชัดให้กับตัวเองไม่ได้ แต่หากมองลึกเข้าไปถึงสเต็ปการไต่ระดับความเจริญเติบโตคงชัดเจนระดับ HD หลังอาร์เอสส่งเป้าหมายรายได้รวมปี 2561 ท้าทายสายตาเหล่าแฟนคลับที่ระดับ 5,300 ล้านบาท

เมื่อต่อมอยากรู้อยากเห็นออกทำงาน “เม่าจำไม By Bualuang” ขอ Grand Opening บทความฉบับแรก ด้วยการควงคู่ “หนุ่มแพท ภาววิทย์ กลิ่นประทุม” กูรูด้านการลงทุนประจำหลักทรัพย์บัวหลวง มาล้วงลึกทั้งแนวคิดการทำธุรกิจ และยุทธศาสตร์ขยายอาณาจักร  ในวันที่อาร์เอสเดินทางมาถึง “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในรอบ 35 ปี”  จากปาก “เฮียฮ้อ สุรชัย” แบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ…

ห้องประชุมเล็กข้างห้องทำงานของ ผู้ก่อตั้งอาร์เอส บนชั้น 6 อาคาร 1 ย่านลาดพร้าว ถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับผู้มาเยือนเหมือนเช่นทุกครั้ง นั่งประจำที่ได้ไม่นาน เจ้าของวิสัยทัศน์ “อาร์เอสผู้ปฏิวัติการสร้างสรรค์ผลงานบันเทิง ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม” ก็เปิดประตูส่งยิ้มทักทายเหมือนเช่นทุกครั้ง

ก่อนจะล้วงลึกวิธีคิด และสตอรี่ผลักดันการเติบโตในยุคใหม่ของอาร์เอส ลองย้อนดูความเปลี่ยนแปลงขององค์กรแห่งนี้จะพบว่า หลายปีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งหน้าสร้างการเติบโตในหลากหลายมิติ แต่ละโมเดลธุรกิจสร้างความประหลาดใจให้กับแวดวงตลาดหุ้น และนักธุรกิจไม่น้อย บางคนไม่เชื่อว่า ชายชื่อเฮียฮ้อจะทำได้จริง!! เพราะธุรกิจใหม่ของอาร์เอส ไม่ได้อยู่บนทางทำเงินที่เราๆท่านๆคุ้นเคย

ปฏิบัติการณ์ transform business ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละนิด ไล่มาตั้งแต่ปี 2555 บริษัทซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีคลาลีกาของสเปน ตามต่อด้วยการเปิดตัวกล่องรับสัญญาณดาวเทียม SUNBOX  (ใช้กล่องรับสัญญาณเป็นช่องทางในการเผยแพร่คอนเทนต์ลาลีกาสเปน)

ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เส้นทางทีวีดิจิตอลเต็มตัวในช่วงปลายปี 2556 หลังชนะประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (Standard Definition) จำนวน 1 ช่อง ภายใต้ชื่อ “สถานีโทรทัศน์ช่อง 8” เริ่มออกอากาศในระบบดิจิตอลตั้งแต่เดือนเม.ย.2557 โดยมี “ดร.โด่ง องอาจ สิงห์ลำพอง” นั่งเป็นหัวเรือใหญ่

ผ่านมาถึงปี 2558 เฮียฮ้อ เขย่าวงการอีกครั้ง!! ด้วยการหันมารุก “ธุรกิจสุขภาพและความงาม” โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด (Lifestar) ปัจจุบันจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skin care) ภายใต้แบรนด์ “มาจีค” (Magique) กลุ่มผลิตภัณฑ์เส้นผม (Hair care) ภายใต้ “แบรนด์ รีไวฟ์” (Revive) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Food Supplement) ขณะเดียวกันยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย เช่น เครื่องครัว และเสื้อบาร์สำหรับผู้หญิง เป็นต้น

ก่อนจะประกาศปรับโมเดลธุรกิจเพลงครั้งใหม่ในช่วงปี 2559 หลังพฤติกรรมการเสพเพลงในยุค 4.0 เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเปิดโอกาสให้ศิลปินมีส่วนร่วมในการลงทุนผลิต และวางแผนผลงานเพลง ในลักษณะกึ่งพันธมิตรทางธุรกิจ โดยบริษัทจะรับหน้าที่ช่วยบริหารจัดการ และโปรโมทผลงานให้ศิลปิน ทว่าแผนรบที่ไม่เหมือนใครได้สร้างความฮือฮาไม่น้อยในวงการเพลงเมืองไทย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา อาร์เอส แตกไลน์สู่ “ธุรกิจขายตรง” ด้วยการเปิดตัว “นักธุรกิจ Lifestar BIZ” (ไลฟ์สตาร์ บิส) เพื่อเปิดโอกาสให้นักขายทั่วประเทศมาเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า Lifestar ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รายได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสได้”

RS lifestar

โดยในปีแรก เฮียฮ้อตั้งเป้าหมายจะมีผู้สมัครมากกว่า 10,000 ราย ปัจจุบัน  Lifestar ครองแชมป์บริษัทใหม่ทำยอดขายแบบก้าวกระโดดรวดเร็วภายในเวลา 3 ปี โดยมีฐานลูกค้าแล้ว 700,000 ราย  หากไม่มีอะไรผิดพลาดสิ้นปี 2561 อาจมีลูกค้าเพิ่มเป็น 1.5 ล้านราย แบ่งเป็นจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ 80% และกรุงเทพฯ 20%

CEO_RS

จากการขยับตัวไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรมในเวลาเพียงไม่กี่ปี หากจะหยิบยกนิยามที่ว่า “ยืดหยุ่น ไม่หยุดนิ่ง แต่เข้มแข็ง” ให้กับองค์กรย่านลาดพร้าวแห่งนี้ คงไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะนอกจากจะกล้าฉีกตัวเองออกจากทางเดินเดิมๆแล้ว ทุกธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ “เฮียฮ้อ” ยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ชัดเจนสุดคงต้องยกให้ ธุรกิจสื่อทีวี และธุรกิจสุขภาพและความงาม เพราะสามารถสร้างกำไรได้ตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินการ ในขณะที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะค้นพบคำว่า “ผู้ชนะ”

อาร์เอสเดินทางมาถึงจุดหลากหลายทางธุรกิจได้อย่างไร?

“ชายวัย 55 ปี” ตอบคำถามนี้ของ “หนุ่มแพท ภาววิทย์” ทันทีว่า เป็นเพราะว่าเราไม่เคยเชื่อว่าอาร์เอสเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นเรื่องนี้  ไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่เคยคิดว่าเราเป็นคนทำเพลงที่ประสบความสำเร็จ ภาพลักษณ์นั้นคนอื่นมอบให้เราทั้งสิ้น เพราะเฮียมีความเชื่อเรื่องหนึ่งว่า คนที่ใหญ่ที่สุด หรือคนที่เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คนที่รอด แต่คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด และสนุกกับการปรับตัวต่างหาก คือ “คนที่รอด”

ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เฮียใช้เวลาหลายสิบปี ในการคิดค้นทีละเรื่อง ค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ คิดอย่างรอบคอบ อย่างวันแรกที่ตัดสินใจจะเป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิตอล เฮียบอกกับทีมบริหารว่า “ช่อง 8 ต้องกำไรตั้งแต่ปีแรก เราจะขาดทุนไม่ได้ ไม่ว่าจะกำไรมากหรือน้อย แต่ต้องมีกำไรไว้ก่อน ไม่ต้องไปสนใจเรตติ้ง”

เหตุผลที่อาร์เอสมองต่างจากเพื่อนร่วมวงการ เป็นเพราะตัวเลขเรตติ้งสำหรับเรามันเป็นเรื่องรอง แต่ผลประกอบการบรรทัดสุดท้ายต่างหากที่สำคัญกว่าเรตติ้ง เพราะธุรกิจทีวีดิจิตอลเป็นงานเผาเงิน ไม่เหมือนธุรกิจอสังหาริมทัรพย์ เวลาแพ้ยังเหลือสินทรัพย์กลับมา ผ่านไป 10 ปี มูลค่าของสินทรัพย์อาจกลับมาจนทำให้เรากลับมาเป็นผู้ชนะก็ได้…

“การทำธุรกิจเปรียบเหมือน วิ่งมาราธอน ไม่ต้องวิ่งนำเพื่อน แต่ขอให้วิ่งเกาะกลุ่มเพื่อนไปก่อน และเมื่อพร้อมค่อยติดสปีด” คำคม “เฮียฮ้อ”

“จุดขาย” อาร์เอสอยู่ตรงไหน?

ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่า อาร์เอสเป็นองค์กรที่ปรับตัวเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง ที่สำคัญคนอาร์เอสมี “passion to win” และมีทัศนคติที่ว่า “ต้องทำได้จริง ต้องทำแล้วชนะ” เพราะการมีสองสิ่งนี้ในการทำงานจะทำให้เราอยู่ในธุรกิจไหนก็ได้ อย่าไปยึดติดว่า เราเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ดูอย่างบทเรียนในอดีต แม้ ฟิลม์ Kodak จะเป็นผู้คิดค้นกล้องดิจิตอลคนแรก แต่กับไม่ยอมทำปล่อยให้ฟิล์ม Fuji ลงมือทำก่อน เพราะ Kodak ไม่อยากให้กล้องดิจิตอลเกิด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นสภาพตลาดที่ผู้บริโภคเริ่มหนีจากกล้องฟิล์มไปสู่กล้องดิจิตอล ในขณะที่ Fuji หันไปทำธุรกิจสุขภาพและความงาม ไปขายยา ใครจะเชื่อ!! ส่วน Kodak ต้องอยู่กับตัวเอง เมื่อวันหนึ่งคิดจะเปลี่ยนธุรกิจ ก็ทำไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็เจ๊ง

ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ล้วนแล้วเป็นบทเรียนให้เราเรียนรู้ต่อไป เพราะ “โลกไม่ได้หมุนรอบอาร์เอส แต่อาร์เอสหมุนรอบโลก” ฉะนั้นเราต้องขีดความเป็นอาร์เอสออกจากธุรกิจใหม่ๆที่มันคนละทาง คนละกลุ่มเป้าหมาย อย่าเอาจุดแข็งในธุรกิจเพลงมาไว้ในธุรกิจทีวี มันผิดตั้งแต่วันแรกที่คิดจะทำ

ยกตัวอย่าง ช่อง 8 ฐานคนดูส่วนใหญ่เป็นคนสูงวัย นั่นจึงเป็นเหตุที่ไม่เห็นนักร้องอาร์เอสเข้ามาป้วนเปี้ยนและโลดแล่นในช่อง 8 เพราะเป้าหมายคนละกลุ่มกัน ฉะนั้นหากจะทำธุรกิจทีวีต้องดูว่า ตลาดเป็นอย่างไรแล้วเสิร์ฟของให้ตรงตามความต้องการ

“เรื่องสุขภาพความงาม” มาอยู่ในความคิดของเฮียฮ้อตอนไหน?

ผู้ก่อตั้งอาร์เอส ตอบคำถามนี้ว่า ในวันที่สื่อทีวีเปิดกว้าง คนที่ชนะก็คงขายโฆษณาไม่เต็ม เมื่อเป็นเช่นนั้นช่วงเวลาโฆษณาที่เหลือจะนำไปต่อยอดอย่างไร เป็นคำถามที่เราคิดหาคำตอบมาตั้งแต่ก้าวขาเข้าประมูลทีวีดิจิตอล หากเป็นผู้ประกอบการรายอื่น ก็คงนำช่วงเวลาที่เหลือไปแถมสปอนเซอร์ แต่สำหรับอาร์เอสไม่คิดเช่นนั้น.. เพราะเราจะนำช่วงเวลาที่เหลือมาโปรโมทขายสินค้าของตัวเอง

เมื่อเฮียมีความคิดเช่นนั้น เริ่มคิดต่อว่า แล้วธุรกิจอะไรน่าสนใจในเวลานี้ เมื่อลองศึกษาพบว่า ธุรกิจสุขภาพและความงาม และธุรกิจท่องเที่ยว กำลังเป็นเทรนด์ของโลก และนั่นจึงเป็นที่มาของการแตกตัวไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ  ซึ่งทุกธุรกิจใหม่เฮียไม่ได้ซื้อตัวคนเก่งจากที่ไหนมานั่งทำงาน ตรงข้ามกับนำพนักงานอาร์เอสที่มีอยู่เดิมมาช่วยทำงาน เพราะคนอาร์เอสชอบความท้าทาย ชอบความสนุก เพราะความสนุกจะทำให้เราตื่นเช้ามาแล้วอยากทำงาน มีเรื่องให้แก้ไขตลอดเวลา

เฮียฮ้อ ย้ำชัดว่า เติบโตได้เท่าไร อาร์เอสต้องทำให้เต็มที่ เฮียเป็นเถ้าแก่ ไม่ใช่ซีอีโอรับจ้าง เฮียไม่มีเป้าหมาย ดูอย่างธุรกิจความงาม ปีแรก (ปี 2558)  เราสร้างรายได้ 200 ล้านบาท ปี 2559 ทำได้ 220 ล้านบาท ส่วนปี 2560  ตั้งเป้าหมาย 440 ล้านบาท หลายคนไม่เชื่อว่า อาร์เอสจะทำได้  นักวิเคราะห์หลายเจ้าปรับลดราคาเป้าหมายอาร์เอส

แต่เมื่อทำงานทำไปสักระยะ เฮียเริ่มเห็นสัญญาณดีบางอย่าง ตัดสินใจเรียกทีมงานมาบอกว่า “เอาเป้าหมายรายได้ 440 ล้านบาท ออกไปจากหัว” เพราะบนน่านน้ำที่มีปลามหาศาล แต่คุณกับมีข้อจำกัดว่าจะจับปลาให้ได้เท่านี้ ถือเป็นความคิดที่ผิด ฉะนั้นต้องทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายสิ้นปี 2560 เราจบรายได้ความงามที่ระดับ 1,400 ล้านบาท

โลดแล่นอย่างสวยงาม บนเกมธุรกิจสุขภาพและความงามที่เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือดเลือดสาดเช่นนี้ สงสัยจัง?ว่า เป้าหมายรายได้สุขภาพและความงามในปี 2561 ในใจลึกๆ ของ “เฮียฮ้อ” บุรุษผู้มากด้วยคำคม จะยังใช่ตัวเลข 2,500 ล้านบาท อยู่หรือไม่!!!

ติดตามอ่านยุทธศาสตร์ขยายอาณาจักร “อาร์เอส” ต่อในสัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang” ขอ  การันตีเบาๆว่า บทสนทนาที่ถึงพริกถึงขิง ตลอด 1 ชั่วโมงกว่าของ “เฮียฮ้อ” ทำให้เราสองคนวางหูไม่ลงจริงๆค่ะคุณขา…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

5 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. Anonymous

    ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถ้าใครไม่ปรับตัวไม่ได้แล้ว

  2. ไกร

    ก็ถูกตามที่เฮียว่านั่นแล่ะ แต่ไม่อยากให้ทิ้งธุรกิจเพลงเลย
    ในฐานะที่ผูกพันกับเพลงของค่ายนี้มาตั้งแต่เด็ก โตมาด้วยกัน ย่อมผูกพันไปธรรมดา
    อย่างน้อยช่อง 8 น่าจะเจียดเวลาสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงในแต่ละวัน ช่วง 5-6 ทุ่มก็ได้ ช่วยเอาใจแฟนเพลงที่ติดตามค่ายมานานสักหน่อย อย่างน้อยก็ได้เรตติ้งจากคนกลุ่มนี้เพิ่มบ้าง และคนกลุ่มนี้แล่ะ ที่ตอนนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อพอสมควร

แสดงความคิดเห็น