VRANDA “หุ้นเติบโต” ตัวใหม่

การนำแนวคิด “สถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย” (Modern Contemporary) มาสร้างความต่างให้โรงแรมแต่ละแห่งมีรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้โรงแรม ภายใต้แบรนด์ “วีรันดา รีสอร์ท” ของ บมจ.วีรันดา รีสอร์ท หุ้นไอพีโอน้องใหม่ ตัวย่อ VRANDA ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 3 พ.ค.นี้ จำนวนไม่เกิน 75 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท  เป็นที่ชื่นชอบของหมู่นักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติ เพราะมีมุมยอดฮิตให้ผู้มาเยือน Check in อวด Social Media ไม่ซ้ำแบบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีสัดส่วนมากถึง 50% แตกต่างจากผู้ประกอบการณรายอื่นที่มีกลุ่มลูกค้าชาวไทยเพียง 15% บวกลบ

“VRANDA เก่งเรื่องดีไซน์ เราสามารถเปลี่ยน “จุดด้อย” ในบางพื้นที่ของทุกโครงการเป็น “จุดแข็ง” แล้วอัพมาร์จิ้นขึ้นได้ไม่ยาก ส่งผลให้โปรดักส์ของเรามีความแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง”

คุณบุ๊ค วีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม และธุรกิจร้านอาหาร ยืนยันภายในงาน VRANDA Roadshow@Bualuang หุ้นไอพีโอตัวแรกของปี 2562 ที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน

1

(คุณบุ๊ค วีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์) 

รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)

“เมื่อ 15 ปีก่อน ผมได้นำองค์ความรู้ที่สะสมจากการทำงานให้กับธุรกิจครอบครัวนานกว่า 10 ปี บวกกับความรู้ที่ได้รับจากการทำงานในบริษัทต่างๆ อย่าง บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป บริษัท เงินทุนเอกธนกิจ และอาศัยพื้นฐานจากการเรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา มาใช้ในการทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดโครงการแห่งแรก ภายใต้ชื่อ โรงแรม วีรันดา รีสอร์ท หัวหิน ขนาด 9 ไร่ครึ่ง จำนวน 136 ห้อง ดีไซน์ที่มีความแตกต่าง ทำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ” ทายาทคนสุดท้องจากจำนวนพี่น้อง 8 คน ของ “วิวัฒน์ก่อสร้าง” เล่าเส้นทางการเติบโต

3

(โรงแรม วีรันดา เดอะ ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่)

บริหารโรงแรม วีรันดา รีสอร์ท หัวหิน ได้ประมาณ 3-4 ปี เกิดความคิดที่ว่า อยากทำโรงแรมสวยๆ ท่ามกลางภูเขา เมื่อเจอที่ดิน 30 ไร่ ตัดสินใจซื้อเปิดเป็น โรงแรม วีรันดา เดอะ ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่  จำนวน 69 ห้อง และโครงการอาคารชุด Low Rise “วีรันดา ไฮ เรสซิเดนซ์ เชียงใหม่” 30 ยูนิต ทำเลตรงนี้ดีมาก ห่างจากสนามบินเพียง 20 นาที ต่อมาก็มาทำ โรงแรม โซ โซฟิเทล แบงค็อก จำนวน 237 ห้อง โรงแรมแห่งนี้มีความแตกต่างจากที่อื่นๆ เพราะใช้ดีไซน์เนอร์ออกแบบมากถึง 5 คน ห้องพักแต่ละห้องจะมีความโดดเด่นไม่ซ้ำกัน ทำให้ลูกค้าหลายรายกลับมาพักซ้ำอีก เพราะอยากรู้ว่าห้องอื่นๆ จะหน้าตาอย่างไร…

2

(โรงแรม โซ โซฟิเทล แบงค็อก)

จากนั้นไม่นาน เราไปได้ทำเลที่ดีมากแถวพัทยา โครงการนี้ไม่ธรรมดา เพราะเราและพันธมิตร กล้าคิดต่าง เพราะมีทั้ง โรงแรม วีรันดา รีสอร์ท พัทยา จำนวน 145 ห้อง และ โครงการอาคารชุดพักอาศัย High Rise สูง 35 ชั้น 329 ยูนิต ชื่อ “วีรันดา เรสซิเดนซ์ พัทยา” ตอนนี้ขายได้แล้ว 90% เริ่มทยอยโอนไปบ้างแล้วตั้งแต่ปีก่อน คาดว่าภายในปีนี้หรือปี 2563 จะขายหมด ทำเลตรงนี้หากคนซื้อนำไปขายต่อจะได้ราคาดีมาก เพราะการดีไซน์ของโครงการลักษณะนี้ นอกจากจะแตกต่างจากเจ้าอื่นแล้ว ในแง่ของการคืนทุนจะเร็วขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนก็ดีขึ้นเช่นกัน

ต่อมาบริษัทก็ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท ดิไอซ่ารีสอร์ท จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจ โรงแรม ร็อคกี้ บูติค รีสอร์ท บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีจำนวนห้องพัก 50 ห้อง หลังมีความคิดที่ว่า การซื้อโปรดักส์ที่มีศักยภาพมาปรับปรุงใหม่น่าจะทำให้เราสามารถเติบโตได้รวดเร็วขึ้น เพราะโครงการขนาดเล็กจะทำให้เราไปได้ในหลากหลายโลเคชั่น

ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นรายได้ที่สามารถกินได้ยาวๆ โตมากโตน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่วันนี้แบรนด์ VRANDA มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมากระดับหนึ่ง ฉะนั้นต่อให้ธุรกิจโรงแรมจะใช้เวลาคืนทุนนานกว่าการพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น แต่โปรดักส์ที่มีความแข็งแรงและแตกต่าง เมื่อถึงจังหวะขาขึ้นของธุรกิจเราย่อมได้รับประโยชน์

ความต่างทำให้ VRANDA พลิกจากขาดทุน 17.85 ล้านบาท ในปี 2559 มาเป็นกำไรสุทธิ 22.23 ล้านบาท ในปี 2560 และขยายตัวก้าวกระโดดสู่ตัวเลข 235.78 ล้านบาท ในปี 2561…ไม่แปลกใจทำไมนักลงทุนสถาบันให้ความมั่นใจตอบรับจองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายถึง 6 เท่า!!!!

โครงการอนาคตของ VRANDA

คุณบุ๊ค เล่าว่า สำหรับแผนงานของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เราจะเดินหน้าก่อสร้าง 2 โครงการขนาดใหญ่บนที่ดินแถวเขาตะเกียบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แบ่งเป็น

1. โครงการ วีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน คอนโดมิเนียมประเภท Low rise สูง 3-7 ชั้น จำนวน 5 อาคาร และอาคารที่จอดรถ 1 อาคาร ราคาขายเฉลี่ย 130,000 ต่อตารางเมตร จำนวน 270 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,461.65 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 (ราคาขายสูงกว่าโครงการแถวพัทยาประมาณ 30%)

2. โครงการโรงแรมเวอโซ หัวหิน จำนวน 39 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 321 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2563 โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2562 ประมาณ 80% ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะดีไซน์ของเราไม่เหมือนใคร…

“เดี๋ยวนี้ที่ดินติดหาดทรายสวยๆ แทบไม่เหลือให้ผู้ประกอบการซื้อมาก่อสร้างโครงการแล้ว โดยเฉพาะใน หัวหิน ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องรีบขายโครงการที่มีให้หมดในเร็ววันนี้ เพราะคนที่ตั้งใจจะซื้อเรสซิเดนซ์จริงๆ ในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่จะซื้อเป็นเงินสด”

ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ปัจจุบันเรามีร้านอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม สุดชิค ภายใต้แบรนด์ Skoop Beach Café จำนวน 2 สาขา คือ สาขาพัทยา และสาขาหัวหิน ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมากบน Social Media เพราะเรามีมุมถ่ายภาพสวยๆให้เช็คอิน นอกจากนั้นยังมีร้านเครื่องดื่ม และขนมหวาน แบรนด์ KOF 2 สาขา คือ สาขาสาทร และทองหล่อ เราได้นำเชฟของโรงแรมโซ โซฟิเทล มาช่วยดีไซด์ขนมหวาน

ในปี 2562 วางแผนจะเปิดเพิ่มเติมอีก 4 สาขา คือ 1.ร้านกาแฟ KOF 1 สาขา ในช่วงปลายปี 2562 คาดจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4 ล้านบาท 2.ร้านชานมไข่มุก alley 1 สาขา ตั้งอยู่ในโครงการ เดอ มาร์เช่ จังหวัดเชียงใหม่ 3. ร้าน Skoop & Co (เสิร์ฟทั้งของคาวและของหวาน) จำนวน 2 สาขา ตั้งอยู่ในโครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ และโครงการ เดอ มาร์เช่ จังหวัดเชียงใหม่ เราคงไม่เปิดสาขาจำนวนมาก แต่จะเน้นเรื่องทำอย่างไรให้สาขาเดิมมีมาร์จิ้นที่ดี และในปีถัดไปก็จะเปิดสาขาเพิ่มเติมอีกประมาณ 3-4 แห่ง

“เงินลงทุนในโครงการใหม่ๆ ทั้งที่มีแผนอยู่แล้ว และอยู่ระหว่างเจรจา เราจะใช้เงินส่วนใหญ่มาจากการขายหุ้นไอพีโอเป็นหลัก เพราะเงินจากการขายไอพีโอ เรานำไปใช้หนี้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น”

คุณวีรวัฒน์ ทิ้งท้ายบทสนทนาว่า หากย้อนดูประวัติการเติบโตของ VRANDA จะเห็นว่า 3 ปี เกิด 1 โครงการ ฉะนั้นหากเรามีทุน ก็อาจทำให้การเติบโตไปได้เร็วกว่านี้ อาจถึงขั้นปีละ 1 แห่ง ก็เป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทำเล เพราะจุดแข็งสำคัญของ VRANDA คือ 1.ซื้อที่ดินมาพัฒนาเป็นโครงการเรสซิเดนซ์และโรงแรมในพื้นทีเดียวกัน เพื่อเพิ่มมูลค่า 2.ซื้อโปรดักส์ที่มีศักยภาพแล้วนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อสร้างการขยายตัวให้รวดเร็วขึ้น

“ทุกโครงการของแบรนด์ VRANDA เราตั้งใจสร้างให้แตกต่าง ขณะที่เจ้าของก็ลงมาหาข้อมูลเอง เพื่อที่จะได้รู้จุดแข็งจุดด้อยของตัวเอง และเข้าใจคู่แข่งมากขึ้น ถือเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจทางหนึ่ง”

BLS มองหุ้น VRANDA แบบไหน ?

6

นักวิคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง นิยามให้หุ้น VRANDA เป็น “หุ้นเติบโต” หรือ Growth Stock เพราะกิจการยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ที่ผ่านมาแบรนด์ “วีรันดา รีสอร์ท” ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่สามารถเข้าไปครองใจนักท่องเที่ยวชาวไทยได้มากถึง 30% เพราะหากเทียบกับเจ้าอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครทำตัวเลขได้สูงเท่านี้

จุดเด่นของ VRANDA คือ การทำธุรกิจแบบไฮบริด จากนี้ไปคงจะได้เห็นองค์กรแห่งนี้สร้างทั้งเรสซิเดนซ์และโรงแรมในพื้นที่เดียว เพราะนอกจากจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ดีมากแล้วยังใช้เวลาคืนทุนเร็วขึ้นกว่าการสร้างโครงการแบบใดแบบหนึ่ง

โดยปกติการก่อสร้างโรงแรม 1 แห่ง จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 10% และใช้เวลาคืนทุนประมาณ 10-12 ปี แต่ถ้าทำในรูปแบบไฮบริด ผลตอบแทนจากการลงทุนจะขยับเป็นเฉลี่ย 13% และใช้เวลาคืนทุนเพียง 5-6 ปีเท่านั้น โมเดลนี้ยังไม่เห็นผู้ประกอบการรายอื่นทำ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ VRANDA ได้เปรียบเจ้าอื่น….

สัปดาห์หน้า เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะมาเล่าเรื่องอะไรให้ฟังอีก รอติดตามนะคะ….

ลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง : รับชมวีดีโอ VRANDA Roadshow@Bualuang ย้อนหลัง

ได้ผ่านทาง “Bualuang iChannel” > เลือกเมนูหลัก “Video”> เลือก Category “Roadshow”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม…คลิกที่นี่

บุคคลทั่วไป  : เปิดบัญชีหุ้นกับหลักทรัพย์บัวหลวงสามารถติดตามบทวิเคราะห์และรับชม Roadshow หุ้นรายตัว…ง่าย สะดวก รวดเร็ว!!

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น