เรื่องต้องรู้ “หุ้น TOP”

ราคาหุ้นไทยออยล์ ที่ขยับตัวลงจาก “จุดสูงสุด” 108 บาท มาซื้อขายแถวๆ 83 บาท จังหวะนี้จะใช่เวลาเข้าสะสมหุ้น TOP หรือไม่ ? “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะเล่าเรื่องควรรู้ที่ “คุณภัทรลดา สง่าแสง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และ “คุณชัชชัย สิริวิชช์” ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ไทยออยล์ มายืนยันภายในงาน TOP Roadshow@Bualuang ให้ฟัง!!

5 สตอรี่เด่นหุ้น TOP

1080-x-1080-FB-Event-TOP1

บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP ถือหุ้นใหญ่ 49.03% โดยบมจ.ปตท (ตัวเลข ณ วันที่ 13 ก.ค. 2561) โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาองค์กรอายุ 57 ปีแห่งนี้ มีรายได้หลักมาจากธุรกิจการกลั่นน้ำมันเฉลี่ย 50-60% รองลงมาเป็นธุรกิจปิโตรเคมีเฉลี่ย 20% ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเฉลี่ย 10% ที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจผลิตเอทานอล ธุรกิจสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ และธุรกิจอื่นๆ

ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันแบบเดี่ยวของ TOP มีขนาด 275,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศและมีความสามารถในการผลิตหลากหลายผลิตภัณฑ์ครบวงจร โดยลูกค้าหลักของบริษัทสัดส่วนใหญ่ 50% มาจากปตท. ซึ่งฐานลูกค้าที่มีความมั่นคง ทำให้ TOP มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

คุณภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บมจ.ไทยออยล์ เล่าว่า โรงกลั่นไทยออยล์แตกต่างจากโรงกลั่นน้ำมันอื่นๆที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากสามารถกลั่นได้ 100% ขณะที่โรงกลั่นอื่นๆทำได้เพียง 80-90% เท่านั้น ที่สำคัญโรงกลั่นของ TOP ยังตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศไทยที่ใกล้ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง  และมีระบบขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในไทย ฉะนั้นลูกค้าของเราจะมีต้นทุนขนส่งถูกกว่าการซื้อจากโรงกลั่นอื่น

อีกหนึ่งความโดดเด่นของ TOP คือ เรากระจายความเสี่ยงของกิจการ โดยไม่ได้จำกัดตัวอยู่เพียงโรงกลั่น หรือปิโตรเคมี แต่ยังมีกิจการโรงไฟฟ้าด้วย ซึ่งมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 350 เมกะวัตต์ โดย 50% เราผลิตเพื่อใช้เอง ที่เหลือขายให้กับกฟผ. ปัจจุบัน TOP ถือหุ้น 73.99% ในบริษัท ไทยออยล์เพาเวอร์ จำกัด โดยมีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาด 118 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 216 ตันต่อชั่วโมง

ขณะเดียวกันยังถือหุ้น 99.99% ในบริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด ซึ่งมีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้า 239 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 498 ตันต่อชั่วโมง นอกจากนั้น TOP ยังถือหุ้น 8.91% ในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่มีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาด 1,039 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 1,340 ตันต่อชั่วโมง

“แม้โรงกลั่นน้ำมันของเราจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่ TOP มีพนักงานเพียง 1,000 ชีวิตเท่านั้น ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ” คุณภัทรลดา  กล่าวภายในงาน TOP Roadshow @ Bualuang

โครงการ CFP หนุนกำไรระยะยาว

1080-x-1080-FB-Event-TOP2

ซีเอฟโอ ย้ำถึงประโยชน์ที่ TOP จะได้รับจาก “โครงการพลังงานสะอาด (CFP)  มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 160,279 ล้านบาท (ประมาณการดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้าง 151 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5,016 ล้านบาท) ว่า…

มีด้วยกันหลากหลายข้อ นอกจากจะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นจาก 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวันแล้วยังทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบเฉลี่ยลง 4-5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล, ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจากในอดีตมาอยู่ที่เฉลี่ย 5-6 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์สูงขึ้น

ที่สำคัญจะทำให้ TOP สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้อย่างดี และยังเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสู่ธุรกิจปิโตรเคมี โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทผลิตแนฟทาเบาและหนัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้มากขึ้น ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในกลุ่ม PTT

โครงการ CFP ประกอบด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้สามารถกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักที่มีราคาต่ำกว่าน้ำมันดิบชนิดเบา เพื่อลดต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังมีหน่วยกลั่นที่ทำหน้าที่เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยการเปลี่ยนน้ำมันเตาและยางมะตอยที่มีมูลค่าต่ำเป็นน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนของตลาดที่จะมีการลดปริมาณการใช้น้ำมันเตา รวมถึงการเปลี่ยนมาตรฐานคุณภาพน้ำมันที่ใช้ในการเดินเรือตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป บริษัทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการดังกล่าวในเดือนพ.ค. 2562 และจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2566

“โครงการ CFP จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 250 เมกะวัตต์ บริษัทจึงเพิ่มหน่วยผลิตพลังงาน โดยนำกากน้ำมันหนักที่ได้จากหน่วยการกลั่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้มีแหล่งพลังงานไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการของโรงกลั่นน้ำมันในอนาคต”

คุณชัชชัย สิริวิชช์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ไทยออยล์ กล่าวเสริมว่า TOP ศึกษาโครงการ CFP มานาน 3-4 ปี ฉะนั้นนักลงทุนไม่ต้องกังวล โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุน เพราะสิ้นไตรมาส 1 ปี 2561 เรามีเงินสดในมือเฉลี่ย 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายความว่า เรามีเงินเกินครึ่งที่จะนำมาลงทุนในโครงการนี้แล้ว ขณะที่แต่ละปีเราทำ EBITDA ได้ประมาณ 800 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity ratio : D/E) ต่ำเพียง 0.3-0.4 เท่า ฉะนั้นเรายังสามารถก่อหนี้ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน  เบื้องต้นอาจพิจารณาออกหุ้นกู้สกุลไทยหรือต่างประเทศแทน รับรองมีคนซื้อแน่นอน…

คุณภัทรลดา ทิ้งท้ายว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น 10 เหรียญจากปีก่อน ทำให้ตลอดปีนี้เราอาจทำงานเหนื่อยนิดหน่อย เพราะครูดน้ำมันดิบบางตัวจะแพงขึ้น แต่ปีหน้าเชื่อว่าจะดีขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนมาตรฐานคุณภาพน้ำมันที่ใช้ในการเดินเรือ ปัจจุบันบริษัทผลิตน้ำมันเตา ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดหนักมาร์จิ้นต่ำเพียง 7% แต่ผลิตน้ำมันชนิดเบาและชนิดกลางที่มีมาร์จิ้นสูงเป็นหลัก

“เราต้องการขยายตัวไปในแถบอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา สปป.ลาว หรือพม่า เป็นต้น เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน เวลาไปขายจะได้มาร์จิ้นดีกว่าขายในสิงคโปร์ ซึ่งทำเลที่ไม่ใกล้เพื่อนบ้านของเราจะทำให้ TOP ได้เปรียบ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชีกล่าว

BLS ประเมินฐานะ TOP  ปี 61-62     

1080-x-1080-FB-Event-TOP3

หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินกำไรส่วนเพิ่มและ NAV ของโครงการ CFP ว่า อาจมีกำไรขยายตัวประมาณ 31% ในระยะยาว ส่วน NAV ของโครงการจะอยู่ประมาณ 55 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการในเบื้องต้นเท่านั้น (อ่านเพิ่มเติม บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 2 ก.ค. 2561 คลิก )

สัปดาห์หน้า เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

2 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

แสดงความคิดเห็น