เรื่องเล่าจาก “เซ็ปเป้”

แม้ บมจ. เซ็ปเป้ หรือ SAPPE จะทำกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 ได้ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 117.70 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าเพื่อนในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่าง บมจ.โออิชิ กรุ๊ป หรือ OISHI ที่มีกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 จำนวน 293.79 ล้านบาท (งบประจำปีสิ้นสุด 30 ก.ย.) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 245.62 ล้านบาท และบมจ. อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI ที่มีผลขาดทุนในช่วงไตรมาส 2 จำนวน 30.37 ล้านบาท…“ตระกูลรักอริยะพงศ์” เจ้าของตัวจริง SAPPE  มีเคล็ดลับบริหารงานอย่างไร!!!

“เม่าจำไม By Bualuang Securities และ “แพท ภาววิทย์ กลิ่นประทุม” ผู้อำนวยการส่วนที่ปรึกษาการลงทุน หลักทรัพย์บัวหลวง จะพาไปค้นหาคำตอบถึง SAPPE  Playground  “ศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ ย่านรามคำแหง” สถานที่ทำงานที่มีพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อใช้ในการ  Relax มากถึง 30%

ผลิตภัณฑ์ 13 ตราสินค้า จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ…

บมจ.เซ็ปเป้ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเครื่องดื่มที่มุ่งเน้น นวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและความงามให้แก่ผู้บริโภค โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ภายใต้ 13 ตราสินค้าที่จำหน่ายทั้งในประเทศ และส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศกว่า 64 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย

sappe (2)

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม ภายใต้แบรนด์ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์, เซ็ปเป้ บิวติ ชอท และเซนต์แอนนา

2. ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำผลไม้ ได้แก่ เซ็ปเป้ ฟอร์ วัน เดย์ น้ำผักผลไม้เข้มข้น 100%, โมกุ โมกุ น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว, ชิววี่ และ โคโค่ แครช น้ำผลไม้แต่งกลิ่นผสมวุ้นมะพร้าว, เซ็ปเป้ จูซมี น้ำสับปะรดแท้ผสมเนื้อสับปะรด และเซ็ปเป้ อโลเวร่า ดริ้งค์ น้ำผลไม้แต่งกลิ่นผสมชิ้นว่านหางจระเข้

3. ผลิตภัณฑ์ประเภทผงพร้อมชง เพื่อสุขภาพและความงาม ภายใต้ แบรนด์ เพรียว คอฟฟี่, สวิสส์ การ์เดน คอฟฟี่ และ สลิมฟิต คอฟฟี่ โดยเป็นกาแฟควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพและความงาม, เพรียว คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นคลอโรฟิลล์ผงที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่ช่วยดีท็อกซ์ขับล้างสารพิษ และเซ็ปเป้ บิวติ พาวเดอร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดผง

4. ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มปรุงสำเร็จพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม ภายใต้ แบรนด์เพรียว คอฟฟี่ ในรูปแบบกระป๋อง

สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ?

คุณเอนก ลาภสุขสถิต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.เซ็ปเป้  รับอาสาถ่ายทอดให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้เซ็ปเป้แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ของเมืองไทย คือ เรามีรายได้จากต่างประเทศมากถึง 65-70% ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่งออกหลายตัวมีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง เพราะทำออกมาตรงใจผู้บริโภค ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ส่งออกหลากหลายประเภท อาทิ เซ็ปเป้ บิวติ ชอท , เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ , เซ็ปเป้ อโล เวร่า, เซ็ปเป้ จูซ มี , โมกุ​ โมกุ , เลโม เพลย์ และภูริ บาย ออล โคโค่ ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์ทำออกมาเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทำให้สินค้าของเราถูกยกระดับเป็นพรีเมี่ยม

ทุกคนอาจรู้จักชื่อ “เซ็ปเป้” จากผลิตภัณฑ์ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” แต่ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้องค์กรแห่งนี้เติบโตจริงๆมากจาก “โมกุโมกุ” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ส่งออกที่ขายดีมาก เพราะเรานำวุ้นมะพร้าวมาอยู่ในเครื่องดื่มเป็นคนแรกของโลก ความสำเร็จนี้ต้องยกให้ทีมงานสายนวัตกรรมที่มีอยู่กว่า 40 ชีวิต เขาเป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้…

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมเซ็ปเป้ประสบความสำเร็จในตลาดนอกบ้าน ขณะที่เจ้าอื่นทำได้ไม่ดีนัก” เรื่องนี้ต้องขอบคุณ “คุณญาตา อ่อนอิน” ประธานฝ่ายพัฒนานวัตกรรม SAPPE  ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดส่งออกที่นำสินค้าตรงตามความต้องการเข้าไปตีตลาด ความกล้าแตกต่างในวันนั้น ทำให้เรามีวันนี้ “เมื่อเชื่อมั่นแล้วจงเดินไปให้สุด” เขาทิ้งคำคมให้ผู้ประกอบการรายเล็ก

20180806160818

“คุณเอนก ลาภสุขสถิต และ คุณแพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม”

เมื่อก่อนบริษัทขนาดเล็กหลายรายอาจคิดว่า ทำอะไรก็คงต้องแพ้บริษัทขนาดใหญ่ เพราะเขามีเงิน มีคน มีแบ็กอัพ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว!! เพราะผู้บริโภคฉลาดขึ้น เขาสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้จากการท่องอินเทอร์เน็ตเพียงไม่กี่นาที แตกต่างจากในอดีตที่ผู้บริโภคไม่มีช่องทางการหาข้อมูล ทำให้ต้องเลือกซื้อสินค้าเฉพาะแบรนด์ขนาดใหญ่ ฉะนั้นเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิม หลายคนมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ทำให้ความสนใจต่อสินค้าบางอย่างเริ่มลดน้อยลง

ดังนั้นแบรนด์ในยุคปัจจุบันต้องมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก วันนี้มาร์เก็ตแชร์บริษัทเอสเอ็มอีรวมกันทั่วโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่กำลังลดลง เห็นชัดจากแบรนด์อันดับ 3 ของโลกที่ทำธุรกิจน้ำมะพร้าว หลังถูกบริษัทขนาดใหญ่ซื้อไปผลการดำเนินงานก็เริ่มลดลง

 “เซ็ปเป้” เป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ? เขาตอบคำถามนี้ว่า

“เซ็ปเป้เติบโตมาจากบริษัทขนาดเล็ก แต่วันนี้ธุรกิจของเรามีขนาดกลาง และเรามีความสุขมากกับพื้นที่ตรงกลาง ซึ่งโจทย์ต่อไปของบริษัท คือ ทำอย่างไรให้องค์กรแห่งนี้มีความคล่องตัว กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ เหมือนบริษัทขนาดเล็ก” คุณเอนก กล่าว

เซ็ปเป้จะมุ่งหน้าไปทางไหน ?  

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ตอบว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของ New S-Curve หลังเดินทางมาถึงจุดที่มีรายได้รวม 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นจุดตัด เพื่อมุ่งหน้าสู่อีกขั้นหนึ่งของธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทมี Outlet ประมาณ 200,000 แห่งทั่วโลก ครอบคลุม 80 ประเทศ

นั่นหมายความว่า วันนี้เราเลือกที่จะเติบโตในตลาดต่างประเทศ พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า จะทิ้งตลาดในประเทศ แต่เนื่องจากตลาดนอกบ้านมีช่องว่างในการเติบโตมากกว่า ซึ่งในปีนี้เตรียมที่จะเปิดตัวสินค้าทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัว “บิวติ เจลลี่” ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

เซ็ปเป้ มีความเชื่อว่า สินค้าที่ดีต้องสร้างมูลค่าและการเติบโตที่ดีในอนาคต ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ วันนี้หลายคนอาจคุ้นหูกับกาแฟลดน้ำหนัก ภาพใต้ชื่อ “กาแฟเนเจอร์กิฟ” มากกว่า “กาแฟเพรียว คอฟฟี่” ของเรา แต่รู้หรือไม่ว่า วันนี้เรามียอดขายจำนวนซองในประเทศมากกว่าเนเจอร์กิฟ แต่ในแง่ของวอลุ่ม เรายังเป็นเบอร์ 2 รองจากเขา เพราะราคาของเขาสูงกว่าเรา และเจาะตลาดพรีเมี่ยมขายตรง

จุดแข็งของเซ็ปเป้อยู่ตรงที่…เป็นบริษัทไทยที่ทำตลาดส่งออกได้ดี เนื่องจากมีเครือข่าย 80 ประเทศทั่วโลก ที่สำคัญยังมีสินทรัพย์ที่มีศักยภาพจนแบรนด์ติดตลาดทั้งในและนอกประเทศ สิ่งที่ทำให้เรามีจุดแข็งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา เพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขัน

“เซ็ปเป้สร้างแบรนด์มาสิบกว่าปี คู่แข่งไปหมดแล้ว แต่เรายังอยู่ เพราะแบรนด์มีความแข็งแกร่ง

“ออนไลน์” หนุนยอดขายแค่ไหน ?

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เล่าว่า เมื่อปีก่อนเรามียอดขาย 2,747.10 ล้านบาท และมีงบการตลาดเพียง 10% นั่นหมายความว่า เรามีเงินแค่ 200 กว่าล้านบาท ในการทำการตลาดทั่วโลก แน่นอนว่า “ไม่พอ” ฉะนั้นช่องทางออนไลน์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการตลาดและการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างดี

ข้อดีของออนไลน์ คือ จะทำให้สินค้าที่มีภาพลักษณ์ดี แต่สินค้าห่วย หายไปจากวงโคจร และจะทำให้สินค้าที่ดีมีโอกาสเกิด แตกต่างจากในอดีตที่ไม่มีทางเกิด ดูอย่างเมื่อปีก่อนเครื่องดื่มบิวตี้ดริงค์ รีแล็กซิ่งคาล์มของเซ็ปเป้ กลายเป็นกระแสไวรัลฮิตบนโซเชียลมีเดีย จนขายดิบขายดี ถือเป็นแคมเปญดิจิตอลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของเรา

เป้าหมายธุรกิจ Healthier Snack

คุณเอนก บอกว่า ปีนี้ไม่มีงานเร่งด่วนอะไรเป็นพิเศษ แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือ ทุกปีผลการดำเนินงานต้องเติบโตประมาณ 15% เมื่อเร็วๆนี้ เราได้แตกไลน์ไปสู่ “กลุ่ม Healthier Snack” ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ “Zea Max” (ซีแม็กซ์) 3 รสชาติ ได้แก่ รสชาติต้นตำรับ (Original), รสต้มยำหม้อไฟ และรสทรงเครื่อง ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อปลาแท้มากถึง 90% ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะมาตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

เพราะมีกระบวนการผลิตด้วยวิธีย่าง ไม่ใช้น้ำมัน ไม่มีไขมัน ทำให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีนคุณภาพสูงจากเนื้อปลาทะเล และสารไอโอดีน โอเมก้า 3 รวมถึงแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยได้วางจำหน่ายไปแล้วในช่วงสิ้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ในช่วงแรกบริษัทตั้งเป้ายอดขายกลุ่ม Healthier Snack ประมาณ 60-70 ล้านบาท และภายใน 3 ปีข้างหน้าอาจมีสัดส่วนยอดขาย Healthier Snack ประมาณ 10-15%

ทำไมหันมาจับตลาด Healthier Snack ? ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน องค์กรแห่งนี้เติบโตมาจากธุรกิจขนมขบเคี้ยว ภายใต้แบรนด์ “ปิยจิตร ครองแครง” โดยจำหน่ายตามร้านโชห่วยทั่วไป ฉะนั้นเรา คือ ผู้มีประสบการณ์   นักลงทุนไม่ต้องกังวล…เขายืนยันทิ้งท้ายบทสนทนา

ผลประกอบการสำคัญบมจ. เซ็ปเป้ 
sappe
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น