คิดใหม่ทำใหม่ DDD

ปีแห่งปัญหาที่แท้จริง!!! สำหรับ บมจ. ดู เดย์ ดรีม หรือ DDD เพราะนอกจากราคาหุ้นจะแรลลี่ขาลงเกือบ 64% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ยังเจอมรสุมลูกใหญ่กระหน่ำซ้ำเติม เห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา หลังผลประกอบการพลิกเป็น “ขาดทุน”  0.674 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี “กำไรสุทธิ” 44.38 ล้านบาท

หลังรายได้จากการขายสินค้าต่างประเทศลดลง 52.42% เป็นผลจากการชะลอการส่งสินค้า หลังได้รับใบอนุญาตจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศจีน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องทำการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามใบอนุญาต

ขณะที่รายได้จากการขายสินค้าในประเทศก็ลดลง หลังได้รับผลกระทบจากข่าวผู้ผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการปิดตลาดค้าส่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าของบริษัทบางส่วนไม่มีช่องทางการจำหน่ายสินค้า และชะลอการสั่งสินค้าจากบริษัท

สารพัดเรื่องไม่คาดฝัน…เจ้าของผลิตภัณฑ์ SNAILWHITE จะแก้เกมนี้ด้วยกลยุทธ์ใด…ไปติดตามอ่านกันค่ะ

เบนเข็มบุกตลาดในประเทศ

คุณปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน  บมจ. ดู เดย์ ดรีม หรือ DDD ยอมรับว่า ช่วงเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ วางวิชั่นชัดเจนว่า ต้องการก้าวเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทชั้นนำด้านความงามในภูมิภาคเอเชีย ผ่านมาถึงวันนี้ก็ยังต้องการเป็นอยู่ แม้รู้ว่ามันไกล แต่เมื่อลองมาดูตลาดในประเทศ พบว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอ

วันนี้จำต้องเปลี่ยนแผนใหม่ ขอก้าวเป็น 1 ใน 3  ของบริษัทชั้นนำด้านความงามในเมืองไทยก่อน…

ที่ผ่านมาเราวางตำแหน่งการตลาดในประเทศได้ดีอยู่แล้วสามารถดึงลูกค้าพรีเมี่ยมและแมสมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเราได้ ฉะนั้นต้องเร่งมือเพิ่มตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ในประเทศจาก 4% เป็น 12%  ให้ได้ วิธีการ คือ

1. ต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 20 โปรดักส์ เป็น 50 โปรดักส์ ภายใน 5 ปีข้างหน้า เฉลี่ยออก 4 โปรดักส์ใหม่ต่อปี ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จะช่วยดึงตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ได้แน่นอน

2. ทำการตลาดร้านค้าดั้งเดิมตามต่างจังหวัดมากขึ้น เพราะช่องทางนี้ยังสามารถสร้างการเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันเมืองไทยมีร้านค้าดั้งเดิมทั่วประเทศ 400,000 แห่ง แต่หนึ่งคู่แข่งคนสำคัญอย่าง “แบรนด์การ์นิเย่” มีตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ร้านค้าดั้งเดิมสูงถึง 28% กระจายตัว 72 ทั่วประเทศ เท่ากับว่า เขาเจาะตลาดร้านค้าดั้งเดิมได้แล้ว 200,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ DDD มีมาร์เก็ตแชร์เพียง 3% ขยับมาจาก 1% เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เราจึงเลือกเจาะตลาดภาคอีสานก่อน เพราะมีคนอายุ 18-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่จำนวนมาก โดยทีมผู้บริหารเข้าไปพบผู้ประกอบการรายย่อยและรายใหญ่กว่า 2,000 แห่ง ด้วยตัวเอง ซึ่งผลตอบรับดีมาก เพราะมีผู้ประกอบการตัดสินใจรับผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายแล้ว 65% ถือเป็นก้าวเล็กๆ แต่จะค่อยๆทำไปเรื่อยๆ สำหรับกลยุทธ์เจาะตลาดนี้ เราคงไม่หวังพึ่ง บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะผู้กระจายสินค้าภายในประเทศเจ้าเดียวของเรา แต่ต้องลงมือทำเองด้วย

namu-product-01ที่มา : www.dodaydream.com

3. เจาะตลาดนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวเมืองไทยปีละ 40 ล้านคนมากขึ้น โดยวิธีการ คือ โฆษณาสินค้าผ่านสื่อที่นักท่องเที่ยวจะเห็นได้ง่าย ที่ผ่านมาเข้าไปทำโฆษณาและนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในคิงพาวเวอร์ครบทั้ง 8 สาขาแล้ว ผลปรากฎว่า ทำยอดขายได้ดีมาก ปัจจุบันสินค้าของเราติดอันดับ 2 และ 19 จาก 23 อันดับสินค้าขายดีในคิงพาวเวอร์ อันดับ 1 คือ โฟมนมของบิวตี้

“ทุกปีเราจะมองหาประเทศใหม่ 1 แห่ง เพื่อเข้าไปทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าเข้าไปขาย หรือเข้าไปร่วมลงทุน แต่คงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และยังมีแผนจะเปิดแบรนด์ใหม่ๆ ด้วย เพราะวันนี้เรามีเงินสดอยู่ในมือ 3-4 พันล้านบาท”

4. นำสินค้าไปวางตามสถานที่ต่างๆที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ตามห้องน้ำของโรงแรมย่านประตูน้ำ

5. ให้บล็อกเกอร์เมืองจีนช่วยเขียนแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์ เช่น ถ้าจะมาท่องเที่ยวเมืองไทยจะต้องซื้ออะไรติดมือกลับไป

6. เจาะตลาดฟิลิปปินส์อย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังเข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรสัญชาติฟิลิปปินส์ 51:49 จากการเข้าไปชิมลางขายผลิตภัณฑ์ได้ 2 เดือน เราทำยอดขายได้ค่อนข้างดี ฉะนั้นเป้าหมาย 40 ล้านบาท ในปี 2561 และ 100 ล้านบาท ในปี 2562 ไม่น่าไกลเกินเอื้อม

ข้อสุดท้าย ปีหน้าเราจะเริ่มรีแบรนด์ดิ้ง “แบรนด์อ๊อกซี่เคียว” (OXE’CURE) ที่เพิ่งซื้อมาในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวมีจุดแด่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่ได้รับการเชื่อถือมามากกว่า 10 ปี ผ่านมา 6 เดือน ทำยอดขายได้แล้ว 30 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่เจ้าของเดิมทำได้ 40 ล้านบาท (ปี 2562 จะนำมาผลิตที่โรงงาน DDD)

“จากแผนงานดังกล่าวจะทำให้ผลประกอบการในปี 2562 เติบโตเฉลี่ย 20% ยังไม่รวมยอดขายจาก OXE’CURE, การลงทุนในประเทศใหม่ๆ และเปิดแบรนด์ใหม่”

ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน ย้ำวิธีการแก้ปัญหาการขายผลิตภัณฑ์ในเมืองจีนว่า ผู้กระจายสินค้าสัญชาติไทยหนึ่งเดียวของเรา ที่ผ่านมายังทำการตลาดในเมืองจีนไม่ดีพอ ฉะนั้นเราต้องเพิ่มเติมผู้กระจายสินค้ารายใหม่ เพื่อผลักดันตลาดจีนให้กลับมามีกำไร

ล่าสุดเราได้จับมือกับบริษัทสัญชาติจีนที่อยู่ในเครือของผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่ง คาดว่าจะได้เห็นบริษัทดังกล่าวเริ่มกระจายสินค้าของเราในช่วงปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562 ขณะเดียวกันผู้กระจายสินค้ารายเดิม ก็เริ่มจะทำการโฆษณามากขึ้นแล้ว หลังเห็นเราจับมือกับคนอื่น

IMG_0348

DDD Roadshow@Bualuang

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น