CPF ฉายภาพอนาคต

บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ทำผลกำไรไตรมาส 2 ปี 2561 ได้ดีเกินคาดที่ระดับ 5.89 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% จากไตรมาสก่อนหน้า แล้วช่วงที่เหลือของปี 2561 จะมีทิศทางบวกต่อหรือไม่!!  “เม่าจำไม By Bualuang Securities” คัดไฮไลท์เด็ด!! ที่ “คุณกอบบุญ  ศรีชัย” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และตลาดทุน CPF มายืนยันในงาน CPF Roadshow@Bualuang ให้ฟัง…

เป้าหมายสำคัญปี 2561

1080-x-1080-FB-Event

คุณกอบบุญ  ศรีชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และตลาดทุน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ยืนยันว่า CPF ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในปี 2561 ที่เฉลี่ย 5-8% (ขึ้นอยู่กับสกุลเงินท้องถิ่น) โดยรายได้หลักเฉลี่ย 67% จะมาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา อินเดีย ตุรกี รัสเซีย อังกฤษ และมาเลเซีย เป็นต้น ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากในประเทศไทย

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ผลประกอบการในปี 2561 ขยายตัวตามเป้าหมาย เกิดจากแนวโน้มธุรกิจหมูในประเทศเวียดนาม ยังคงเติบโตต่อ หลังราคาหมูขยับขึ้น จาก 42,407 ดองต่อกก. เป็น 50,000 ดองต่อกก.ในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกิจหมู และไก่ ในประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้น

โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ที่ราคาไก่และหมูอยู่ระดับ 30-32 บาทต่อกก. และ 58 บาทต่อกก.ตามลำดับ สอดคล้องกับวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น และการผลิตที่ลดลง ส่วนธุรกิจกุ้ง ก็มีแนวโน้มพลิกตัวกลับมาเติบโตเช่นกัน หลังราคากุ้งในประเทศฟื้นตัว

ในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ธุรกิจผลผลิตจากการเลี้ยงสัตว์ (Farm) และธุรกิจอาหาร (Food)  สัดส่วน 44%, 40% และ 16% ตามลำดับ ซึ่ง Feed และ Food จะทำมาร์จิ้นได้ดีกว่า Farm เราคาดว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561-2563) สัดส่วนรายได้จะมาจาก Feed และ Food เป็นหลักเฉลี่ยกว่า 60%

“ในอดีตเราเจอผลกระทบจากราคาหมูตกต่ำในเวียดนามและไทย แต่วันนี้ราคาหมูเวียดนามกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2561 ขณะที่หมูและไก่ในไทยก็เริ่มฟื้นตัว ฉะนั้นมาร์จิ้นในปี 2561 น่าจะดีขึ้น” คุณกอบบุญ ยืนยัน

สำหรับแผนการใช้เงินลงทุนตลอดปี 2561 เราจะใช้เงินด้วยความระมัดระวัง เพราะตอนนี้ธุรกิจไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ตรงข้ามกลับยังมีเรื่องท้าทายรออยู่ ฉะนั้นต้องบริหารการใช้เงินลงทุนให้เหมาะสม โดยปีนี้ตั้งใจจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท จากเดิมที่ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 25,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่ มาจากการกู้เป็นหลัก ปัจจุบันอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทอยู่ระดับ 1.2 เท่า

“3 จุดเด่น”  โดนใจแฟนคลับ CPF

1080-x-1080-FB-Event2

คุณกอบบุญ เชื่อมั่นว่า ปัจจุบันไม่มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกษตรและอาหารแห่งใดที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมเหมือน CPF วันนี้เรามีทั้ง หมู เป็ด ไก่ กุ้ง ปลา ที่สำคัญยังดำเนินธุรกิจครบวงจรทั้งอาหารสัตว์ (Feed) ผลผลิตจากการเลี้ยงสัตว์ (Farm) และอาหาร (Food)

ที่สำคัญ CPF ยังมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศกำลังพัฒนามากที่สุด 17 ประเทศทั่วโลก แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่มีเพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์ และมีการลงทุนเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ปัจจุบันเรายังคงมองหาโอกาสการลงทุน ทั้งในแหล่งเดิมและประเทศใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง

CPF ไม่มีแผนชัดเจนว่า ปีนี้หรือปีหน้าจะเข้าไปลงทุนในแถบไหนของโลก ขึ้นอยู่ที่ผลการศึกษา ตรงไหนมีช่องทาง และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ระดับ 12% เราก็พร้อมเข้าไปลงทุน ซึ่งจะมีทั้งลงทุนเองและจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ที่ผ่านมาเราไม่จำกัดตัวอยู่เพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เพราะประเทศที่มีความยากลำบากอย่างกัมพูชา สปป.ลาว หรือเวียดนาม เราก็เข้าไปบุกเบิกมาแล้วเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

“ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติปรับลดนโยบายจ่ายปันผลลงเหลือไม่ต่ำกว่า 30% จากเดิม 50% โดยจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นปีละ 2 ครั้ง ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของผู้ถือหุ้นบางรายที่มองว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ CPF ควรปรับลดนโยบายปันผล เพื่อรักษาเงินสด เรายืนยันว่า เมื่อธุรกิจกลับมาดี บริษัทจะกลับมาจ่ายเหมือนเดิม ซึ่งสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ 6 เดือนหลังของปี 2561 และจะเห็นชัดเจนในปี 2562” คุณกอบบุญ แจกแจง

เธอเล่าต่อว่า นักลงทุนบางคนอาจกังวลเรื่องที่ CPF ได้รับผลกระทบจากค่าเงินตุรกีที่อ่อนตัวลง 30-40% ถ้าเปรียบเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เราอยากจะบอกว่า วันนี้บริษัทมียอดขายในประเทศตุรกี คิดเป็นเพียง 3% ของยอดขายรวม CPF เท่านั้น ที่สำคัญเราผลิตและขายที่ตุรกีเป็นหลักโดยไม่ได้ส่งออก ฉะนั้นผลกระทบในแง่การดำเนินธุรกิจไม่น่าจะเกิดขึ้น

“CPF เริ่มลดกำลังการผลิตในตุรกีมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะไม่ใช่ประเทศที่มีการเติบโต แต่คงไม่ถึงขั้นถอนกำลังการผลิต เพราะยังมีความต้องการบริโภคอยู่อย่างต่อเนื่อง”

ส่วนความเสียหายในธุรกิจประเทศรัสเซียของ CPF ที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในธุรกิจหมูจนส่งผลให้ CPF ต้องทำลายหมูทั้งหมดในฟาร์มบริเวณนั้นจำนวน 20% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 355 ล้านบาทนั้น เราจะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลและจากประกันที่ทำไว้

ส่วนจะได้รับเงินเต็มจำนวนหรือไม่คงต้องรอดูต่อไป แต่ในความเป็นจริงควรได้รับทั้งจำนวน (บริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับความเสียหายดังกล่าวในไตรมาส 3 ปี 2561) ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายมากขึ้น และโรคอหิวาต์แอฟริกันไม่ได้แพร่เชื้อหรือติดต่อทางอากาศ

BLS ประเมินฐานะ CPF  ปี 61-62

1080-x-1080-FB-Event3

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า เนื่องจากกำไรสุทธิและกำไรหลักในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 ออกมาสูงกว่าที่คาดก่อนหน้า เราจึงได้ทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2561 เพิ่มขึ้นอีก 16% มาอยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านบาท และปรับกำไรหลักปี 2561 เพิ่มขึ้นอีก 7% มาอยู่ที่ 7.87 พันล้านบาท

ขณะเดียวกันยังได้ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก 11% มาอยู่ที่ 30.5 บาท หลังคาดว่า กำไรหลักในช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 จะอยู่ประมาณ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อนหน้า…

ติดตามบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่นี่ คลิก

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang Securities” จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน หรือบุคคลน่าสนใจที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเหมือนเดิม…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น