AAV โดดเด่นใน “กลุ่มสายการบิน”

ไม่ขาดทุนก็กำไรลด !! สำหรับ “หุ้นกลุ่มการบิน

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ฐานะการเงินปี 2560 ออกมาไม่สวย คงหนีไม่พ้นเรื่องต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น หลังราคาเฉลี่ยน้ำมันตลาดโลกในปี 2560 ปรับตัวสูงขึ้น, การแข่งขันภายในประเทศรุนแรง และผลกระทบต่อเนื่องจากกการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐในช่วงปลายปี 2560 เป็นต้น

สวนทางกับอุตสาหกรรมการบินของโลกที่อยู่ในลักษณะเติบโต ตามเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกขยายตัวสูงขึ้น และเศรษฐกิจกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเซียขยายตัวดีขึ้น จากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์โลก การบริโภคภาคเอกชนที่มีทิศทางดีขึ้น

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการบินในปี 2560 มีอัตราเติบโตของปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ของทุกภูมิภาคทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.6% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าเมืองไทยจะเติบโต 9% เมื่อเทียบกับปี 2559  และผู้ประกอบการบางรายมีการขยายเส้นทางบินอย่างต่อเนื่อง

“เม่าจำไม By Bualuang ลองไปส่องงบการเงินสายการบิน ประจำปี 2560

พบว่า บมจ.การบินไทย หรือ THAI นำทีมขาดทุนสูงสุดถึง 2,107 ล้านบาท  คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.97 บาท เทียบกับปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 15.14 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.01 บาท หลังรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินจำนวน 3,191 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,581 ล้านบาท เป็นต้น แต่หากมองให้ลึกจะพบว่า ในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถพลิกกลับจากขาดทุนมาเป็นกำไรที่ระดับ 1,771 ล้านบาท

ขณะที่ บมจ.สายการบินนกแอร์ หรือ NOK แสดงผลขาดทุน 1,854 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุน 2,795 ล้านบาท แบ่งเป็นผลขาดทุนของบริษัทใหญ่ 1,854.29 ล้านบาท หลังต้นทุนการดำเนินงานหลักสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และผลขาดทุนจากส่วนที่เป็นของส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม 45.38 ล้านบาท

ส่วน บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ AAV มีกำไรสุทธิ  1,477 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,869  ล้านบาท หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้น และมีอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินสำหรับเส้นทางบินในประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น เป็นต้น

aav-finance(ที่มา : บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ฉบับวันที่ 22  ก.พ. 61 แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 6.80 บาท )

ปิดท้ายด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ หรือ BA ที่มีกำไรสุทธิ 787.91 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,768 ล้านบาท (ปี 2560 BA มีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS จำนวน  1,738 ล้านบาท) และมีอัตรากำไรสุทธิ 5.54% และ 5.34% ตามลำดับ

ในฝั่งของราคาหุ้นกลุ่มการบิน ต่างพากันเข้าสู่โซนสีแดงโดยพร้อมเพียงกัน ผ่านมา 2 เดือนกว่า ราคาหุ้น THAI หุ้น NOK หุ้น AAV และ BA ปรับตัวลดลงแล้วเฉลี่ย 15.61% 10% 12.20% และ 12.28% ตามลำดับ สวนทางกับประมาณการตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และตัวเลขเศรษฐกิจของทางการที่ประเมินว่า มีโอกาสขยายตัวขึ้นในปี 2561

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุชัดว่า ในปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเติบโตกว่า 37 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่อยู่ระดับ 35.4 ล้านคน หลังได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) คาดการณ์ตัวเลขจีดีพี ในปี 2561 ว่า อาจขยายตัว 3.6 – 4.6%

แม้จะมีเรื่องดีๆ คอยหนุนฐานะการเงิน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดปีนี้กลุ่มสายการบินยังคงต้องเผชิญหน้ากับ 3 ปัจจัยหลัก ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น 1. ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ fed มีแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องตลอดปี ฉะนั้นการที่บางบริษัทอาจต้องก่อภาระหนี้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อระดมทุนในการจัดซื้อเครื่องบิน และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนขยายธุรกิจ อาจทำให้มีต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในอนาคต 2. ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากบางบริษัทมีรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศหลายสกุลเงิน และ 3. ความผันผวนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หลังราคาน้ำมันดิบโลกตลอดปี 2561 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในแบบจำกัด (อ้างอิงข้อมูลจาก AAV)

ในมุมของหลักทรัพย์บัวหลวง “สายการบินไหนเด่นสุดในปี 2561”

กูรูหุ้นกลุ่มการบินประจำหลักทรัพย์บัวหลวง เล่าให้ “เม่าจำไม By Bualuangฟังว่า ผู้ให้บริการสายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ที่สุดของไทยอย่าง “หุ้น AAV จะเซ็กซี่สุดในปีนี้” เพราะการดำเนินธุรกิจในลักษณะ “โมเดลธุรกิจโลว์คอสต์” จะทำให้บริษัทมี “กำไรดีที่สุด” เมื่อเทียบกับสายการบินระดับพรีเมี่ยม (Premium airlines) ขณะเดียวกัน AAV ยังมีฝูงบินใหญ่ที่สุด ณ สิ้นปี 2560 มีฝูงบินทั้งสิ้น 56 ลำ (อ้างอิงตัวเลขจากคำอธิบาย และการวิเคราะห์ AAV ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ)

นอกจากนั้น AAV จะยังคงรักษาตำแหน่ง “ผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC)” ได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 สูงถึง 31% ขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตในอนาคตยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง และบริษัทอาจมีรายได้จากบริการเสริมเพิ่มขึ้นเป็น 19% จาก 18% ในปี 2560 เช่น ค่าโหลดสัมภาระ, ค่าเลือกที่นั่ง 5 แถวแรก, ค่าอาหาร และค่าจำหน่ายสินค้าบนเครื่องบิน เป็นต้น ที่สำคัญในปีนี้ AAV อาจปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 – 5%

pic-aav

สวยสุดได้แค่นี้หรือ ? เหล่าแฟนคลับอาจตั้งคำถาม  “เม่าจำไม By Bualuang” จะพาไปล้วงลึกหาคำตอบจาก “คุณสันทัด สงวนดีกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ”คุณภัทรวัลล์ สุกปลั่ง” ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น  ที่รับอาสาเล่าแผนธุรกิจประจำปี 2561 ให้ฟังภายในงาน AAV Roadshow @ Bualuang ณ Bualuang Investment Station

ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ เปิดบทสนทนา ด้วยการยืนยันเป้าหมายตัวเลขขนส่งผู้โดยสารในปี 2561 ว่า เราตั้งเป้าที่ตัวเลข 23.2 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15% โดยมีอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสารแข็งแกร่งอยู่ที่ 87% (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในปี 2561 จะอยู่  3 ล้านล้านบาท ขยายตัว 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ 1 ล้านล้านบาท เติบโต 9% และ 8% ตามลำดับ)

ขณะเดียวกันยังมีแผนรับเครื่องบินในระหว่างปีอีกจำนวน 7 ลำ หนุนให้บริษัทมีจำนวนเครื่องบินทั้งสิ้น 63 ลำ ซึ่งทุกปีเราจะเพิ่มเครื่องบินในจำนวนนี้ แต่เครื่องบินที่เพิ่มขึ้นจะมาในลักษณะกู้เงินมาซื้อ หรือเช่าระยะยาว 12 ปี คงต้องดูที่ต้นทุนทางการเงินในขณะนั้นเป็นหลัก

ที่สำคัญยังมีแผนจะเพิ่มสัดส่วน “รายได้บริการเสริม” อีกปีละ 1-2% ตามแผนงานต้องการมีสัดส่วนรายได้บริการเสริมประมาณ 22% ในอีก 5 ปีข้างหน้า (คาดหวังจะสูงถึง 30%) เราเชื่อมั่นว่า ยังมีช่องว่างในการเพิ่มรายได้ส่วนนี้อีกมาก เพราะสายการบินในแถบยุโรปสามารถทำรายได้ส่วนนี้ได้มากถึง 25% ของรายได้รวม

นอกจากนั้นยังจะเพิ่มความถี่ใน 10 เส้นทางบิน และเพิ่ม 7 เส้นทางบินใหม่ เช่น ภูเก็ต-มาเก๊า ภูเก็ต-คุนหมิง ดอนเมือง-ระนอง ดอนเมือง-ชุมพร เชียงใหม่-อุดรธานี และดอนเมือง-ยะโฮร์บาห์รู เป็นต้น ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 เป็นครั้งแรกที่เราเปิดเส้นทางบินไปเมืองจีน และคาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง ตามแผนงานหากเปิดเส้นทางบินใหม่ได้ภายใน 3-6 เดือนแล้วไม่เป็นไปตามแผนงาน เราจะดำเนินการปิดเส้นทางบินทันที ที่ผ่านมาก็มีหาดใหญ่ -ยะโฮร์บาห์รู

flight(ที่มา : รายงานประจำปี 2559 บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) )

ขณะเดียวกันยังวางแผนจะรุกฐานลูกค้าในตลาดอินเดียและอาเซียนเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเพื่อขับเคลื่อนให้บริษัทมีรายได้ที่มีเสถียรภาพและมั่นคงต่อไป

เมื่อปีก่อนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเมืองไทยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 หนุนโดยนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนหลังปี 2560 รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย หลังบริษัทขยายเส้นทางการบินไปหลากหลายเมืองของอินเดีย  เช่น กรุงเทพฯ – ชัยปุระ (อินเดีย) และ กรุงเทพฯ – ติรุจจิรัปปัลลิ (อินเดีย) เป็นต้น

“นักลงทุนและนักวิเคราะห์ มักตั้งคำถามกับเราเสมอว่า จะมีเครื่องบินไปทำไมมากมาย ขอตอบตรงนี้ว่า ส่วนใหญ่เราจะนำไปบินในเส้นทางที่มีกำไร เพื่อเพิ่มความถี่ รวมถึงนำไปบินในเส้นทางใหม่ๆ หลายคนอาจถามต่อว่า แล้วเอาเครื่องบินไปจอดที่ไหน อย่าลืมว่า เรามีฐานปฏิบัติการการบิน (Hub) 5 แห่งทั่วประเทศ แถมมีพนักงานดูแลเป็นอย่างดี” “คุณสันทัด ยืนยัน

AAV รับอานิสงส์นโยบายลดภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง

คุณภัทรวัลล์ รับหน้าที่อธิบายเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2560 คณะรัฐมนตรีอนุมัติลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกินคนละ 15,000 บาท สำหรับผู้ที่ไปท่องเที่ยวใน 55 จังหวัดเมืองรองที่ทางรัฐบาลกำหนดในปี 2561 โดยค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก และค่าอาหารในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2561 สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งการที่ AAV มีเส้นทางบินครอบคลุมถึง 21 เส้นทางบิน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เหนือ และใต้ ถือว่ามากกว่าสายการบินเจ้าอื่นๆ แน่นอนว่า ย่อมได้รับประโยชน์จากนโยบายลดภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาลเต็มๆ

“การแข่งขันตลอดปี 2561 น่าจะน้อยลง เพราะผู้ประกอบการบางรายเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองควรอยู่มุมไหน ฉะนั้นอาจเห็นบางรายหันไปบินอินเตอร์มากขึ้น จากเดิมที่เน้นบินในประเทศ ปัจจุบันบางเส้นทาง AAV ไม่มีคู่แข่ง”

ทีมงาน AAV ทิ้งท้ายบทสนทนาสั้นๆ ว่า ที่ผ่านมา AAV มีการป้องกันความเสี่ยง ทั้งในส่วนของค่าเงิน ดอกเบี้ย และน้ำมันอากาศยาน (Fuel Hedging) แล้วระดับหนึ่ง เพื่อชะลอผลกระทบของความผันผวน ฉะนั้นนักลงทุนไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องการมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาด หากเรามีต้นทุนต่อหน่วยที่ดี  มีเส้นทางบินใหม่เพิ่มขึ้น และบินถี่ขึ้นในเส้นทางที่มีกำไร ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ฉะนั้นจากนี้ AAV ยังคงเป็นหุ้นที่พื้นฐานเติบโตต่อเนื่องเหมือนเดิมต่อไป

“ที่ผ่านมา AAV ยอมเสียเส้นทางบินขาหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถบินตรงจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง โดยไม่ต้องมากรุงเทพฯ เช่น ขอนแก่น-ภูเก็ต ซึ่งนโยบายดังกล่าว ถือเป็นการเพิ่มความสุขทางหนึ่งให้กับลูกค้าของ AAV

อ่านมาถึงตรงนี้ เม่าที่กำลังด้อมๆ มองๆ หุ้น AAV คงพอมีข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้บ้างแล้ว แต่หนึ่งความลับที่ทีมบริหารแอบเฉลยกลางงาน AAV Roadshow @ Bualuang ทำเอาหลายคนฟังแล้วต้องโอ้โห !! นั่นคือ แอร์โฮสเตสในชุดสีแดง ไม่ได้เพียงยืนสวยๆ ต้อนรับผู้โดยสารบนเครื่องบินเท่านั้น แต่งานหลังบ้านอย่างการทำความสะอาดห้องน้ำบนเครื่องบิน ล้วนแล้วมาจากฝีมือเหล่านางฟ้าแทบทั้งสิ้น..

สัปดาห์หน้า “เม่าจำไม By Bualuang จะพาไปซอกแซกเรื่องลงทุน บุคคลน่าสนใจ หรือวาไรตี้สุดฮิปที่ไหน รอติดตาม รับรองเอ็กซ์คลูซีฟเวอร์…

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น