“เลือกซื้อหุ้นถูก ด้วยประโยชน์จาก P/E”

ใครที่ตั้งใจศึกษาการเลือกหุ้นแบบ Fundamental แล้วไม่รู้จัก PE Ratio นี่ถือว่าเอาท์สุดๆ … เพราะถ้าเปรียบว่าคุณคือเจ้าของร้านบะหมี่ … PE นี่คือหม้อน้ำซุป…คือทัพพี…คือตะหลิว พูดง่ายๆ มันคือเครื่องมือทำมาหากินของคุณเลยแหละ

“ด้วยการที่ประโยชน์ใช้สอยของ PE Ratio นี่มากมายมายเหลือเกิน จึงทำให้มันเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่มีความสำคัญมากๆ ต่อการเลือกหุ้น วิเคราะห์หุ้น”

ทีนี้ลองมาดูกันครับว่า PE มีประโยชน์อะไรบ้าง

ใช้วัดความถูกแพงของหุ้น

capture-20161012-121052

PE Ratio คำนวณได้โดยเอาราคาหุ้นตั้ง หารด้วยกำไรต่อหุ้น ค่าที่ออกมาจะมีหน่วยเป็นเท่า เช่น 10/2 = 5 ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้มี PE 5 เท่า ในอีกความหมายหนึ่งคือการวัดค่าเป็นจำนวนปีที่คืนทุน อย่าง PE = 5 เท่า ก็หมายถึง

“ถ้าคุณซื้อหุ้นตัวนี้ ในราคา 10 บาท และหุ้นตัวนี้ให้กำไรคุณหุ้นละ 2 บาทต่อปี คุณจะต้องใช้เวลา 5 ปี กว่าจะได้กำไรเท่ากับเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อหุ้น”

ซึ่งก็คือปีที่คืนทุนจากการลงทุนในหุ้นตัวนี้นั่นเอง และนั่นทำให้หุ้นตัวไหนที่มี PE ต่ำกว่าย่อมหมายถึงมีราคาถูกกว่า ด้วยเหตุนี้ถ้าดูจาก PE แล้ว ถ้าธุรกิจคล้ายๆ กัน ประสิทธิภาพในการบริหารงานพอๆ กัน เราก็ควรจะเลือกหุ้นที่มี PE ต่ำกว่านั่นเองครับ แต่ทีนี้ก็ไม่ใช่ว่าเราจะเอา PE มาเป็นตัวเทียบกันระหว่างหุ้นอะไรก็ได้นะ เพราะ

“ด้วยความแตกต่างกันของรูปแบบของธุรกิจ ธรรมชาติของอุตสาหกรรม ทำให้ PE ของแต่ละธุรกิจ แต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน”

แนวทางการเปรียบเทียบ

  1. เทียบ PE ของหุ้นที่สนใจ กับ PE ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ – นั่นจะเป็นการเปรียบเทียบว่า หุ้นที่คุณกำลังสนใจอยู่ตอนนี้ “ถูกหรือแพง กว่าหุ้นทั้งตลาดรวมกัน” ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดใดของตลาด
  2. เทียบ PE ของหุ้นที่สนใจ กับ PE ของกลุ่มอุตสาหกรรมและคู่แข่ง – นี่จะช่วยบอกว่า “หุ้นที่คุณซื้อถูกหรือแพงกว่าหุ้นของบริษัทคู่แข่งอื่นๆ อุตสาหกรรมเดียวกัน”
  3. เทียบ PE ของหุ้นที่สนใจ กับ PE ในอดีตของตัวเอง – การเทียบแบบนี้จะทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงใน PE ของหุ้นที่หมายปองไว้ ถ้า PE มีการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจหมายความว่าราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของกำไร

ใช้วัดความคาดหวังของนักลงทุน

อย่างที่พูดไปถึงเรื่องการคำนวณ PE (P/EPS) คุณจะเห็นว่าตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ PE Ratio ของหุ้นนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทุกวันนั่นคือราคา หรือ Price ที่เปลี่ยนแปลงไป … แล้วอะไรทำให้ราคาเปลี่ยนแปลง? คำตอบก็คือนักลงทุนไงครับ!

“ความอยากซื้อ อยากขาย ความกลัว ความโลภ และความหวังของนักลงทุน … เป็นตัวที่ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนไป (ส่งผลถึง PE)”

เวลาใดก็ตามที่มีคนคาดหวังหุ้นตัวหนึ่งมากๆ คาดหวังว่าในอนาคตหุ้นตัวนี้จะมีกำไรเพิ่มขึ้น คนก็จะเริ่มซื้อๆๆ จนดันราคาหุ้นสูงขึ้น และทำให้ PE สูงตามไปด้วย เช่นเดียวกันกับตอนสิ้นหวัง ตอนที่หุ้นมีปัญหาหรือเวลามีข่าวร้ายเข้ามากระทบกับหุ้น คนก็จะเริ่มขาย จนทำให้ PE ของหุ้นลดลง โดยที่ยังไม่ต้องไปพูดถึงพื้นฐานของธุรกิจหรือกำไรที่อาจจะเกิดขึ้นจริงๆ กับบริษัทเลย

ถึงตรงนี้คุณจะเริ่มเห็นว่า การเลือกซื้อ/ขายหุ้น โดยดูจาก PE อย่างเดียวอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีซักเท่าไหร่ เพราะหลายครั้งหุ้น PE สูง อาจเป็นหุ้นที่นักลงทุนคาดว่ามีโอกาสมีกำไรจะเติบโตสูง ซึ่งหากกำไรนั้นเกิดขึ้นจริง หุ้นตัวนี้อาจกลายเป็นหุ้น PE ถูกได้ในอนาคต  เช่นเดียวกับหุ้น PE ต่ำ ก็อาจกลายเป็นหุ้น PE สูงในอนาคตได้ หากบริษัทมีกำไรต่อหุ้นลดลง สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติมในการเลือกสรรหุ้นด้วย (ซึ่งผมจะพูดถึงในตอนต่อๆ ไปแน่นอนครับ)

ใช้ประเมินราคาหุ้นในอนาคต

PE = P/EPS ถ้าคุณลองดูดีๆ จะเห็นว่าเราสามารถกลับข้างสมการเพื่อหาราคาหุ้นในอนาคตได้ โดยเปลี่ยนสมการเป็น P = PE x EPS (ในอนาคต) ซึ่งเราจะคำนวณหาราคาในอนาคตจากการประเมินกำไรต่อหุ้น เพื่อมาคูณกับ PE ที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น ตรงนี้เราจะลองมาดูตัวอย่างหุ้นจริงๆ อย่างหุ้น CPALL หุ้นค้าปลีกที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีครับ

capture-20161012-122203

(ภาพจาก https://goo.gl/TDxODw)

  1. ประเมินค่า EPS ในอนาคต – เริ่มด้วยจากการหาเปอร์เซ็นต์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการประเมินราคาหุ้น ซึ่งคุณสามารถหาเปอร์เซ็นการเติบโตได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะประเมินเอาเอง (ออกแนวนักวิเคราะห์) ฟังจากผู้บริหาร (หาได้จาก Opp. Day) และใช้เปอร์เซ็นต์การเติบโตเฉลี่ย ซึ่งในที่นี้สมมติว่าเราประเมินการเติบโตที่ 20% จะทำให้กำไรต่อหุ้นในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเท่ากับกำไรต่อหุ้นของปีที่แล้ว + 20% (1.52+20%) ตัวเลข EPS อันใหม่ก็จะเท่ากับ 1.824
  2. ประเมิน PE ที่เหมาะสม – โดยเราจะประเมินว่าเมื่อเราจะลงทุนในหุ้นตัวนี้ ธุรกิจแบบนี้ เราเต็มใจที่จะซื้อแล้วคืนทุนนานที่สุดกี่ปี หรือคุณอาจใช้ PE เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี หรือ 5 ปีก็ได้ ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้มีเกณฑ์ที่ตายตัว แต่มันมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ บริษัทใดที่มีความเสี่ยงด้านรายได้สูงๆ มีความเสี่ยงด้านธุรกิจสูงๆ ไม่ควรจะมี PE สูง หรือบริษัทใดที่มีความได้เปรียบทางธุรกิจมากๆ ผลประกอบการดีต่อเนื่องยาวนาน และความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำ หุ้นพวกนี้มักจะมี PE สูงกว่าหุ้นโดยรวม ในกรณีของ CPALL ผมขอใช้ PE เฉลี่ยย้อนหลัง ประมาณ 35 เท่า น่าจะเป็น PE ที่เหมาะสมกับหุ้นค้าปลีกที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักครับ
  3. จับคูณซิ…รออะไร 35 x 1.824 ตัวเลขที่ได้ออกมาเท่ากับ 63.8 บาท ซึ่งนี่ก็คือราคาหุ้นที่เราประเมินไว้ในอีก 1 ปีข้างหน้านั่นเอง

ถ้าปัจจุบัน CPALL มีราคาซื้อขายกันต่ำกว่า 63.8 แบบนี้ราคาถูก … น่าซื้อ!!!

แต่ถ้าปัจจุบัน CPALL มีราคาซื้อขายกันสูงว่า 63.8 แบบนี้แพง …

และอาจจะต้องรอเวลาให้ความผันผวนพาราคาลงมาต่ำกว่าเพื่อหาจังหวะซื้อ หรือยืดระยะเวลาการลงทุนให้นานขึ้น และหันมาประเมิน PE ในอีก 2 หรือ 3 ปีข้างหน้าแทน

ถึงตรงนี้คุณจะเห็นว่า PE Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยหลายแบบ ทั้งดูความถูกแพง ดูความคาดหวังของนักลงทุน และใช้ประเมินราคาหุ้น รวมถึงการดูความเสี่ยงของธุรกิจเทียบกับความถูกแพงได้ด้วย อยู่ที่คุณจะใช้ประโยชน์ด้านไหน และที่ขาดไม่ได้ “การลงทุนมีความเสี่ยง…นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนตัวสินใจลงทุน” แล้วกลับมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ

ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น