4 อันดับ…โรคร้ายทางการเงิน

1. โรคทรัพย์จาง

อาการ

นี่คือไข้หวัดแห่งวงการการเงิน … ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายขาดวิตามิน M (Money) พูดง่าย ๆ คือ “เงินน่ะมี … แต่มันน้อย” พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัยทำงาน และมีการระบาดหนักในช่วงกลางเดือนไปถึงสิ้นเดือน และอาการมักจะหายไปในช่วงเงินเดือนออกครับ

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะรักษาตามอาการ ไม่ใส่ใจที่จะรักษาให้หายขาด ซึ่งการจะรักษาให้หายขาดนั้น จำเป็นต้องวางแผนการใช้จ่ายใหม่ บริโภคให้น้อยกว่ารายจ่าย และเมื่อมีรายรับ ให้รีบหักไว้ออมก่อนทันที เพราะถ้าไปรอออมตอนสิ้นเดือน มันก็มักจะไม่มีเหลือมาให้ออมซะทีครับ

2. โรคความต้องการในโลหิตสูง (แต่เงินในกระเป๋าต่ำ)

อาการ

โรคนี้เกิดจาก Lifestyle ของตัวผู้ป่วย และอาจส่งต่อกันทางกรรมพันธ์ด้วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีความต้องการที่จะบริโภคสิ่งต่าง ๆ สูง ไม่ว่าจะถูกหรือแพง สวนทางกับจำนวนเงินในกระเป๋า ที่ไม่ได้มีมากพอที่จะจ่ายทุกอย่างที่ตนเองต้องการ โดยในปี 2016 มีผลวิจัยจาก School of Moneycine รายงานมาว่า “ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะมีอาการลุกลามไปยังโรคทรัพย์จาง ชักหน้าไม่ถึงหลัง และโรคปวดเกษียณด้วย” (ว่าไปนั่น!)

การรักษา

แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงินของตัวเอง ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเริ่มการวางแผนออมเงินอย่างเป็นระบบ หากต้องการซื้อสิ่งไหน ให้ใช้การวางแผนออมเงิน ลงทุนมาช่วยในการเก็บเงินซื้อของสิ่งนั้น และแบ่งเงินไปลงทุน หรือกันเงินไว้ใช้สำรองฉุกเฉินบ้าง

BLS Knowledge Sharing V1

3. โรคหมดไหลย้อน

อาการ

โรคนี้มักเกิดจากการป่วยเป็นโรคทรัพย์จางก่อน และเมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจึงมีอาการของโรคหมดไหลย้อนตามมา โดยอาการที่ว่าคือตัวผู้ป่วยมีเงินในกระเป๋าต่ำ จึงหาทางออกโดยการหยิบยืมเพื่อนฝูง ลามไปหาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เกิดเป็นที่มาของโรค “หมดไหลย้อน” คือตัวเองไม่ได้หมดคนเดียว ไปทำให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องหมดด้วยครับ

การรักษา

ผู้ป่วยมักจะมีเหตุผลในการเป็นโรคนี้ว่า “ช่วงนี้ช็อต … เตรียมเงินไม่ทัน … มีเรื่องเดือดร้อน … ขอมาหมุนก่อนเดี๋ยวเดือนหน้าเอามาคืน” แม้บางครั้งเราจะรู้ว่ามันไม่เป็นความจริง แต่ก็หลวมตัวเป็นเจ้าหนี้อยู่บ่อยครั้ง การรักษาจึงต้องเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายในรายการที่ไม่จำเป็น หรือถ้าช็อตบ่อยจริง ๆ ก็ควรเตรียมเงินสำรองเผื่อไว้เลยครับ หากรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากจะมีเงินในกระเป๋า ยังเป็นการรักษามิตรภาพระหว่างกันไว้ด้วยครับ

4. โรคปวดเกษียณ

อาการ

นี่คือเนื้อร้ายแห่งวงการการเงิน ความรุนแรงของโรคสูง หากปล่อยปะละเลยจนมีอาการเรื้อรัง จะทำให้รักษายากมาก ๆ และเริ่มระบาดในกลุ่มวัยทำงานที่มีอายุ 40+ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว หน้ามืด เครียด เนื่องจากรู้ตัวว่าเงินที่มีไม่พอจะเลี้ยงตัวเองตอนเกษียณ ครั้นจะไปพึ่งพาลูกหลานก็ลำบาก (เพราะลูกหลานก็ไม่ไหวเหมือนกัน) โดยจากผลสำรวจพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเคยป่วยเป็นโรคทรัพย์จางมาก่อน

การรักษา

ไม่มี

การป้องกัน / ทุเลาโรค

สำหรับคนวัย 40+ ที่เริ่มรู้สึกว่าป่วยเป็นโรคปวดเกษียณแล้ว แนะนำว่าให้รีบปรึกษาทีมงานของหลักทรัพย์บัวหลวง หาแนวทางในการออมเงิน และเริ่มลงมือวางแผนเกษียณอย่างจริงจัง หากยังไม่เคยออมเงิน ก็ต้องเข้าโหมดรัดเข็มขัด ก่อนที่จะสายเกินไปครับ

โดยมีผลวิจัยจากมหาลัยแห่งเดิมบอกว่า “เห็นสัญญาการป่วยเป็นโรคนี้น้อยลงในกลุ่มคนที่มีการวางแผนออมเงินตั้งแต่อายุ 30+” โดยหากเริ่มออมเงินเร็ว เตรียมพร้อมเรื่องเกษียณเร็ว ยิ่งมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้น้อยครับ

#ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ นักวางแผนการลงทุน

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

3 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. ชยานนท์ ตันธนสุทธิวงศ์

    ให้ข้อคิดดีมากๆครับ ทำให้เราทราบถึงปัญหา
    การใช้เงินและบริหารเงินอย่างไร

แสดงความคิดเห็น