เรื่องเล่าของ “รถยนต์ไฟฟ้า”

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่วิทยาการ และเทคโนโลยีต่างๆ บนโลกเราก้าวหน้าได้รวดเร็วมาก แต่ถึงวินาทีนี้ผมยังเฝ้ารออีกเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นและใช้งานกันอย่างแพร่หลาย นั่นก็คือรถยนต์ไฟฟ้า …ที่อยากเห็นไม่ใช่เป็นเพราะอยากได้ทดลองใช้งานดูนะครับ แต่เพราะผมกำลังคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา หากมีการใช้รถยนต์ที่ว่ากันอย่างแพร่หลาย

อะไรคือรถยนต์ไฟฟ้า ?

  1. รถยนต์ที่เราใช้งานทุกวันนี้ ขับเคลื่อนด้วยระบบที่เรียกว่า ICE (Internal Combustion Engine) หรือการขับเคลื่อนผ่านการจุดระเบิดและเผาไหม้ภายใน
  2. การขับเคลื่อนด้วยระบบ ICE จะใช้พลังงานที่เกิดขึ้นเพียง 20% เป็นตัวขับดันในล้อหมุน ในขณะที่พลังงานที่เหลือซึ่งเป็นพลังงานความร้อนอีก 80% ถูกปล่อยให้สูญเปล่าไปในอากาศธาตุ
  3. ไม่กีปีมานี้เราจึงได้ยินคนพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย โดยผู้นำทางด้านเทคโนโลยีนี้ก็คือบริษัท Tesla Motor ของ Elon Musk ผู้ที่ก่อนหน้านี้ผมรู้จักแค่เพียงว่าเขาเป็นต้นแบบให้กับ Tony Stark เท่านั้น
  4. โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่ว่านั้นจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่ ขับดันมอเตอร์ และล้อรถยนต์ให้วิ่งไป ไม่ต้องใช้น้ำมันหรือก๊าซ ไร้ของเสีย ไร้มลพิษ และเป็นการใช้พลังงานแทบจะ 100% ของพลังงานทั้งหมด ที่นำมาใช้

จุดเด่น … จุดด้อย

นอกจากข้อดีเรื่องของการใช้พลังงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ข้อดีอีกอย่างของรถยนต์ไฟฟ้าคือ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ เนื่องจากชิ้นส่วนที่ประกอบกันเป็นเครื่องยนต์ของรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีน้อยชิ้นมาก ทำให้แทบจะไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยน ไม่มีคาบู ไม่มีหัวเทียน ไม่มีลูกสูบ มีเพียงแบตเตอร์รี่ ขดลวด และเพลา แค่นี้ก็ทำให้รถวิ่งได้แล้ว

ev-sales (1)

ในขณะที่ข้อเสียหรือข้อด้อยของมัน นั่นก็คือแบตเตอร์รี่ เพราะแบตฯ คิดเป็นต้นทุนกว่า 60% ของต้นทุนทั้งหมดราคาจึงยังแพงกว่ารถยนต์ระบบ ICE อยู่พอสมควร แถมชาร์จเต็มที่ก็วิ่งได้เต็มที่ 200-300 กิโลฯ ครั้นพอแบตหมด ถ้าหาปั๊มไม่เจอก็คงต้องลากอย่างเดียว ฉะนั้นตัวแปรสำคัญที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะบูมได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่ ซึ่ง Bloomberg เคยวิเคราะห์ไว้ว่า “ภายในปี ค.ศ. 2022 ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงจนใกล้เคียงกับรถยนต์ระบบ ICE และนั่นจะทำให้ในปี ค.ศ. 2040 รถยนต์ไฟฟ้าจะมียอดขายคิดเป็น 35% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด!!!”

จุดเด่น ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยน

  1. รถยนต์ไฟฟ้านั้นใช้ชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้นก็ประกอบกันเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าได้ เพราะไม่ต้องมีคาบู หัวเทียนหรือลูกสูบ … แต่
  2. อุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเรานั้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ GDP (14.8%) รองจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (14.9%) ทำให้นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว
  3. สิ่งที่เหนือกว่าและน่าติดตามกว่ารถยนต์ไฟฟ้าก็คือ “รถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ” เพราะว่ามันจะไม่ได้ส่งผลกระทบจำกัดแค่บางอุตสาหกรรมแล้ว แต่มันจะส่งผลเป็นวงกว้างแก่ผู้ใช้งานทั้งหมด “คุณลองนึกภาพแท็กซี่ไร้คนขับ หรือ UBER หรือ Grab ที่ไร้คนขับซิ ? ผลกระทบมันจะมหาศาลแค่ไหน ?” นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เราคงต้องมาลุ้นกันต่อไปครับ

อยากเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม?

ปัจจุบันเริ่มมีหลาย ๆ บริษัทจดทะเบียนในบ้านเรา เริ่มขยายไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยผมแบ่งกลุ่มให้เห็นชัด ๆ ดังนี้ครับ

กลุ่มแบตเตอรี และอุปกรณ์การชาร์จ : เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) , บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) , บริษัท จีพีเอสซี (GPSC) และ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)

กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ :  บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) , บริษัท พี.ซี.เอส. แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง (PCSGH)

โดยก่อนลงทุน ควรศึกษาลักษณะธุรกิจ ผลประกอบการณ์ และข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับตัวบริษัทเพิ่มเติมด้วยนะครับ เพราะแม้ว่าแนวโน้มธุรกิจจะน่าสนใจ แต่ไม่มีใครสามารถการันตีอนาคตของบริษัทเหล่านี้ได้ครับ

ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ CFP®

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น