10 เหตุผล ที่ทำให้ทุกวันนี้…ยังมีธนาคารเป็นของคนไทยหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

8899

10 เหตุผล (ที่ยังไม่ค่อยได้ถูกกล่าวถึง) ที่ทำให้ทุกวันนี้ยังมีธนาคารเป็นของคนไทยหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง…

ในช่วงสองสามวันนี้ได้อ่านบทความดีๆจาก อดีตผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 ทั้งคนที่มาจากภาครัฐ จากแวดวงธนาคาร จากตลาดทุน จากนักวิชาการ จากนักวิเคราะห์ และพี่ๆสื่อที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ต้องขอออกตัวก่อนว่า…ความคิดทั้งหมดนี้เป็นของส่วนตัว ที่มาจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์และรับผิดชอบบริหารงานให้กับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง

ผมจึงอยากนำเสนอเกร็ดข้อมูลที่เชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญ (ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่หลายคนไม่ได้คิดถึง) อยากให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ ที่ยังมีธนาคารเป็นของตนเอง…

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาในช่วงนั้น เริ่มจากการขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินโดยเฉพาะบริษัทเงินทุนมีการแห่ถอนเงินฝาก สภาพคล่องของสถาบันการเงินหลายแห่งไม่เพียงพอ จำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนฟื้นฟู สุดท้ายก็ต้องโดนยึดควบรวมหรือปิดกิจการ
หลังจากนั้น…ภาวะหนี้เสียก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว…ซึ่งปกติสถาบันการเงินจะอยู่ได้หากหนี้เสียไม่เกิน 5-10% แต่ในช่วงนั้น หลายแห่งมีหนี้เสียสูงถึง 80% ซึ่งหมายความว่า ทุกธนาคารจำเป็นต้องมีการเพิ่มทุน เพราะการตั้งค่าสำรองหนี้เสียทำให้เงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารจำเป็นต้องดำรงไว้…และถ้าตอนนั้นเราใช้กฎเกณฑ์ กระบวนการทางกฏหมาย การดำเนินธุรกิจธนาคาร การปฏิบัติตามข้อแนะนำของคนต่างชาติ เชื่อว่าปัจจุบันนี้…หลายธนาคารจะไม่ใช่เป็นของคนไทย เพราะต้องมีการเพิ่มทุนอย่างมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้น…

 

เหตุผลที่เรารอดมาได้…แต่หลายคนไม่ได้คิดถึงมีดังต่อไปนี้

1. การที่ภาครัฐเข้าไปอุ้มทุกสถาบันการเงิน และคุ้มครองเงินฝากไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไหร่

ตอนนั้นต่างชาติบอกให้เราปล่อยธนาคารขนาดใหญ่ล้มบ้าง เพราะการเข้าไปช่วยเหลือทั้งหมดจะใช้เงินเยอะ และส่งสัญญาณที่ผิดให้กับผู้ฝากเงินว่าทุกสถาบันการเงินมีความเสี่ยงเท่ากัน ถือว่าโชคดีที่กองทุนฟื้นฟูมีการรับประกันเงินฝาก 100%

แต่จะว่าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นอเมริกาในปีค.ศ. 2008 เมื่อเผชิญกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือจะเป็นประเทศในยุโรปที่เจอวิกฤตทางการเงินปี 2010 …ภาครัฐก็ออกมาอุ้มทุกสถาบันการเงินและคุ้มครองเงินฝาก 100% ทั้งๆ ที่มีกฎหมายว่าจะคุ้มครองเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น (FIDF หรือสถาบันประกันเงินฝากในอเมริกาเดิมทีคุ้มครองเพียง 100,000 เหรียญ แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายให้กับผู้ฝากเงินจะทั้งหมด)

 

2. ในอดีตธนาคารหลายแห่งไม่ได้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อ หรือการดูกระแสเงินสดอย่างจริงจังเหมือนสมัยนี้

เพราะฉะนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ธนาคารหลายแห่งให้สินเชื่อโดยพิจารณาถึงหลักประกันที่จะมาจดจำนอง หรือจดจำนำกับธนาคาร
โดยเฉลี่ยแล้วภาระหนี้ของลูกค้าทั่วไปจะอยู่เพียง 70% ถึง 80% ของมูลค่าหลักประกัน และจากรับประกันทั้งหมดกว่า 80% ของหลักประกันเป็นที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง มีเพียงส่วนน้อยจะเป็นสต๊อกสินค้าเครื่องจักรหรือบัญชีเรียกเก็บหนี้
เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะหนี้เสียในการคำนวณเงินที่ต้องใช้มาตั้งสำรองหนี้นั้นจะถูกหักมูลค่าหลักประกันออกไปก่อน ซึ่งต่างจากในประเทศอื่นการปล่อยสินเชื่อไม่ได้ใช้หลักประกันเหมือนกับประเทศไทยในอดีต หรือเวลาตั้งสำรองไม่สามารถเอาหลักประกันมาหักได้ ทำให้สถาบันการเงินของประเทศไทยไม่ต้องตั้งสำรองในจำนวนสูงภายในระยะเวลาอันสั้น

 

3. การบังคับคดี และขายทอดตลาดของประเทศไทย

ในขณะนั้นยังทำได้ช้าไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของกฎหมาย การบังคับคดีการขายทอดตลาด ซึ่งต่างจากปัจจุบัน และต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ยกตัวอย่างถ้าเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศอเมริกา สถาบันการเงินสามารถยึด และนำบ้านมาขายทอดตลาดได้ภายในหกเดือน โดยสามารถขับไล่ผู้อาศัยได้ทันที…

ในขณะที่ประเทศไทยช่วงนั้นไม่ว่าทรัพย์สินจะเป็นที่ดินเปล่า ที่ดินโรงงาน หรือบ้านที่อยู่อาศัย ต้องใช้เวลา 3-10 ปีกว่าจะขายทอดตลาดได้ สิ่งที่ดีตามมาก็คือ ราคาของหลักประกันของตลาดไม่ได้ตกลงเร็วมากนัก เพราะอุปสงค์ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันทันที ทำให้สถาบันการเงินยังมีหลักทรัพย์ และไม่ต้องเพิ่มทุนมหาศาล (จริงๆ ตอนนั้นถ้าหลักประกันออกมาในตลาดพร้อมพร้อมกัน คนที่มีเงินก็ไม่กล้าซื้อ เพราะราคาจะตกลงเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ตอนนั้นคนก็ไม่ได้มีเงินกันเยอะ)

 

4. สถาบันการเงินสามารถเพิ่มทุนจากวิธีต่างๆ

ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ทำไปเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือสามารถเพิ่มทุนจากตลาดทุนแบบปกติ สามารถขอเงินสนับสนุนจากภาครัฐ (Tier 1 Program) และสามารถเพิ่มทุนโดยการใช้หุ้นกู้บุริมสิทธิระยะยาวเข้ามาช่วย (synthetic financial products เช่น SLIPS and CAPS) และยังสามารถขายหนี้ให้กับกองทุนของรัฐ (เหมือนที่ประเทศอเมริกาทำเช่นกัน TARP)

 

5. ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกและปรับกฎเกณฑ์หลายอย่าง

เพื่อมาช่วยในการแก้ไข นี่ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (คปน. หรือ CDRAC) กฎหมายล้มละลาย และฟื้นฟูกิจการ การที่อนุญาตให้สามารถเพิ่มทุนโดยผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ การประสานงานกับทำให้สถาบันการเงินสามารถร่วมมือกันกับลูกค้าหลายรายฝ่าฟันวิกฤติมาได้

 

6. การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นสถาบันการเงินได้จาก 25% เป็น 100%

เพราะในช่วงนั้นบางสถาบันการเงินไม่สามารถเพิ่มทุนได้ด้วยตนเอง…สุดท้ายจึงมี 4 ธนาคารที่เป็นธนาคารขนาดเล็กถึงปานกลางได้รับการสนับสนุน และมีชาวต่างชาติถือหุ้นใหญ่ แต่ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะถ้าสถาบันการเงินเหล่านั้นไม่สามารถเพิ่มทุน และล้มไปจะเกิดปัญหากับทางระบบ

 

7. การที่เราได้รับเงินช่วยเหลือจากญี่ปุ่น (Miyazawa Fund) และ IMF

ถึงแม้เงื่อนไขหรือข้อบังคับของกองทุน IMF จะมีความผิดพลาดในช่วงแรก ที่บังคับให้กระทรวงการคลังเพิ่มดอกเบี้ยพร้อมกับเก็บภาษี VAT เพิ่ม เพราะตอนนั้นเค้าเปรียบเทียบเมืองไทยกับประเทศในแถบอเมริกาตอนใต้ (Mexico 1982) ที่เกิดปัญหาวิกฤติทางการเงินแต่ลืมคิดไปว่าประเทศในแถบอเมริกาใต้ ปัญหาเกิดจากการก่อหนี้สูงของภาครัฐซึ่งต่างจากประเทศไทยที่การก่อหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศมาจากเอกชนผ่านโครงการ BIBF

 

8. การจัดตั้ง ปรส.เข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกปิดลง

ถึงแม้จะมีข้อครหาว่าขายถูกไปหรือขายให้กับชาวต่างชาติ แต่ถ้าวันนั้นไม่ได้ทำรับประกันว่าภาครัฐจะเสียหายยิ่งกว่านี้ และระบบสถาบันการเงินจะไม่ฟื้นตัวได้ภายในเวลาไม่นาน เพราะตอนนั้นคนไทยก็ไม่มีเงินที่จะไปซื้อเอามาบริหารจัดการ การที่ปล่อยให้บริษัทหรือบุคคลที่เป็นหนี้เสีย และยังติดเงินอยู่โดยที่ไม่มีทางออกยิ่งทำให้กิจการก็จะล่มสลาย หรือบุคคลนั้นจะกลายเป็นคนล้มละลาย…เป็นสิ่งที่ดีที่ขายทรัพย์สินออกมา และมีการแก้ไขนี่อย่างเป็นระบบรวดเร็วทำให้ลูกหนี้หลายรายเหล่านั้นเดินต่อได้ สามารถไปกู้จากสถาบันการเงินอื่นได้

 

9. การที่คนไทยยังเป็นคนที่มีน้ำใจมากกว่าคนในสัญชาติอื่น

ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤติแล้วการแก้ไขหนี้อย่างเดียว คือ ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดให้เร็วที่สุด หรือการขายหนี้ออกไปในราคาถูก และไม่คิดที่จะปล่อยสินเชื่อช่วยให้บางกิจการรอดออกมาได้ คนไทยถึงแม้จะมีการทะเลาะ หรือเห็นต่างกันบ้าง แต่สุดท้ายเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทั้งหลายก็ยังมีความผูกพัน และร่วมมือกันจนรอดมาได้ทั้งคู่

 

10. ปัจจัยภายนอกที่เอื้ออำนวย

ก็มีปัจจัยหลายอย่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายระหว่างประเทศตอนนั้นมีการขยายตัวในปี 2541 จากภาวะเงินบาทที่อ่อนตัว และตลาดเอื้ออำนวยทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออก หลายตัวได้มากกว่า 10% อีกทั้งการนำเข้าก็ลดลง จึงทำให้เราได้มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามีการเกินดุลการค้าเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน และสามารถดำรงอัตราแลกเปลี่ยนให้มีสินและภาคอยู่ที่ประมาณ 36 บาทเป็นเวลานาน

สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกวันนี้ สถาบันการเงินในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับตลาดการเงินมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) หรือเงินกู้ยืมขาดทุนสำรอง (LLR) สูงกว่าเกณฑ์ที่มาตรฐานนานาชาติกำหนดมาก หวังว่าเราจะไม่ลืมบทเรียนนี้หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งต่อไป เราน่าจะมีความพร้อมมากกว่าครั้งแรก

เขียนโดย : คุณปิยะ ซอโสตถิกุล
กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)


ขออนุญาตนำบทความของ คุณปิยะ ซอโสตถิกุล มาเผยแพร่ เพื่อเป็นประโยชน์ และเกร็ดข้อมูลแก่นักลงทุน
ขอขอบพระคุณ คุณปิยะ ซอโสตถิกุล ไว้ ณ ที่นี้

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

2 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. Anonymous

    ประวัติศาสตร์มีบทเรียนเสมอ ควรที่ชนรุ่นหลังจะได้รับทราบสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นบทเรียนและจดจำไม่ผิดพลาดอีก

แสดงความคิดเห็น