อนาคต “อาฟเตอร์ ยู” แรงเบอร์ไหน…

เพียงมีกระแสข่าวว่า บมจ. อาฟเตอร์ ยู หรือ AU เตรียมจะนำเมนูของหวาน Shibuya Honey Toast และ Chocolate Brownie with Vanilla Ice Cream เข้าไปขายในร้านกาแฟแบรนด์สตาร์บัคส์ โดยจะเริ่มทดลองขาย Mega Bangna เป็นสาขาแรก ราคาหุ้น AU เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็พุ่งพรวดขึ้นมายืนจุดสูงสุด 15.30 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.33% ก่อนจะดีดตัวขึ้นทำจุดสุงสุดใหม่อีกครั้งในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค.ที่ระดับ 15.40 บาท

โดยวันที่ 15 และ 18 ธ.ค.2560 นักลงทุนต่างพากันแห่เข้ามาจับจองหุ้น AU หนาแน่นกว่าเดือนก่อน สะท้อนผ่านตัวเลขปริมาณรวมและมูลค่ารวมที่อยู่สูงถึง 17.30 ล้านหุ้น และ 235.81 ล้านบาท  และ 35.93 ล้านหุ้น และ 519.40 ล้านบาท ตามลำดับ

picau2

(ที่มา : รายงานประจำปี-AU 2559)

หลังเหล่า “แฟนพันธุ์แท้” ต่างพากันตั้งความหวังว่า อาจเห็น AU นำเมนูยอดฮิตเข้าไปขายในทุกสาขาของสตาร์บัคส์ในประเทศไทย แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันจากบริษัทอย่างเป็นทางการก็ตาม…

ปัจจุบัน “สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ไทยแลนด์” มีสาขาทั้งหมด 309 สาขาทั่วประเทศไทย ขณะที่เจ้าของร้านขนมหวาน ภายใต้เครื่องหมายการค้า “อาฟเตอร์ ยู” และ “เมโกริ” มีสาขาทั้งหมด 25 สาขา แบ่งเป็นอาฟเตอร์ ยู 24 สาขา และ เมโกริ 1 สาขา
(ตัวเลข ณ วันที่ 30 ก.ย.2560)

ทว่าเลือดสูบฉีดได้เพียงสองวัน หุ้น AU ก็เกิดแรง take profit หลังราคาทยอยปรับตัวลดลง ทว่าแม้ราคาหุ้นกำลังจะหมดรอบแล้ว หลังราคาเมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธ.ค.2560 ปิดตลาดระดับ 12.50 บาท แต่หากพิจารณาสตอรี่ต่างๆ จะพบว่า อนาคตยังน่าจับตามองไม่น้อย สอดคล้องกับคำพูดของ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ที่ว่า..

“ความพยายามออกไปสร้าง “ธุรกิจนอกร้าน” ของ AU จะเป็นสตอรี่สำคัญในการผลักดันรายได้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โอกาสจะเห็นรายได้ขยับตัวขึ้นประมาณ 20% ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งโปรเจคทดลองนำเมนูขนมหวาน เข้าไปขายในร้านสตาร์บัคส์ สาขา Mega Bangna ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากไม่มีอะไรผิดพลาดสาขาต่อไปอาจอยู่ที่ Siam Square1”

และตลอดปี 2561 AU อาจมีโอกาสนำขนมเข้าไปขายในสาขาอื่นๆ หลังสตาร์บัคส์ ในประเทศไทย เข้าเยี่ยมชมโรงงานครัวกลาง    หน่วยงานที่จัดหาวัตถุดิบ ตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาครเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโปรเจคนี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจสำหรับเรา

เพราะตลอดเวลาทีมบริหาร AU ย้ำเสมอว่า ต้องมีดีลการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ หรือ OEM เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้รับใบรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย ทำให้สามารถสร้างธุรกิจนอกร้านค้าได้ เช่น ธุรกิจรับจ้างผลิต และธุรกิจโมเดิร์นเทรด เป็นต้น

“ธุรกิจนอกร้านจะช่วยหนุนอัตรากำไรสุทธิของบริษัทให้ดีขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างน้อยกว่าร้านสาขามาก ซึ่งในอนาคตอาจเห็น AU ผลิตขนมหลากหลายประเภทไปวางขายในตู้ขนมของสตาร์บัคส์เมืองไทยก็เป็นได้”  นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมิน

ขยายสาขาใหม่อีก 10 แห่ง ในปี 2561

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง  ระบุว่า บริษัทมีเป้าหมายจะเพิ่มสาขาอีก 10 ร้าน ในปี 2561 หรือขยับขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปี 2560 โดย 50% จะเน้นเปิดสาขาในต่างจังหวัด  ขณะเดียวกันยังวางแผนจะก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยจะเริ่มจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ซึ่งจะดำเนินการผ่าน JVS หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิกับทางพันธมิตรในประเทศ เบื้องต้นคาดว่า บริษัทจะจัดการข้อตกลงสัญญากับพันธมิตรในประเทศในปี 2561 และอาจเปิด Outlet นอกบ้านครั้งแรกในปี 2562

ไตรมาส 4 ปี 2560 กำไรหลักลดลง

ในช่วงไตรมาส 4 การบริโภคอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ทำให้ AU ยังทำผลตอบแทนได้น้อยกว่ากลุ่ม ฉะนั้นจึงปรับลดค่าประมาณการกำไรหลักในไตรมาส 4 ปี 2560 ลงที่ 35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 15% จากไตรมาสก่อนหน้า ดังนั้นเราจึงปรับค่าประเมินการกำไรลดลง 6% อยู่ที่ 130 ล้านบาท ในปี 2560 และ 4% อยู่ที่ 170 ล้านบาท ในปี 2561

AU

โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมจะอยู่ที่ 1% ในปี 2560 และ 2% ในปี 2561 ส่วนในแง่ของรายได้รวมอาจอยู่ระดับ 769 ล้านบาท และ 990 ล้านบาท ตามลำดับ หลังมีความเชื่อมั่นว่า การขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศจะเป็นปัจจัยหนุนชั้นดีในระยะยาวให้กับองค์กรแห่งนี้

นักลงทุนบางคนอาจตั้งคำถามว่า หาจังหวะเข้าซื้อหุ้น AU ช่วงนี้ดีหรือไม่? หากเทียบกับราคาเป้าหมายพื้นฐานปี 2561 ที่ให้ไว้ระดับ 12.50 บาท ก็ถือว่า “แพงเกินไป” โดยในปี 2561 PER อยู่ที่ 65 เท่า มากกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่อยู่ระดับ 26 เท่า

แต่การที่ AU มีโอกาสจับมือทำธุรกิจร่วมกับสตาร์บัคส์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับนักธุรกิจไทย ฉะนั้นละครเรื่องนี้คงต้องดูกันยาวๆ หากสามารถนำขนมหวานเข้าไปขายในสาขาอื่นๆได้อย่างต่อเนื่อง เราค่อยกลับมาพิจารณาพื้นฐานกันใหม่ แต่คำแนะนำพื้นฐานตอนนี้ เราขอประเมินลงจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” สอดคล้องกับการปรับกำไรลดลงในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

4 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

แสดงความคิดเห็น