มาวิเคราะห์การลงทุนปี 2018 พร้อมกับการเปิดตัวทีมเศรษฐกิจ จากธนาคารกรุงเทพ

1. มองเป้า GDP ของไทย จะโต  4.2%

เนื่องจากเศรษฐกิจและการลงทุนของโลกมีแนวโน้มที่ดี IMF, World Bank และสถาบันต่างๆ หลาย แหล่งคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะโตได้มากขึ้นในปี 2561 และ ปัจจัยสําคัญมาจากการทึ่ธุรกิจต่างๆต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, could computing และ Internet of Things (IoTs) รวมถึงการที่ต้องพัฒนาโมเดลการทําธุรกิจให้ทันกับตลาด…

Slide3

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกที่เริ่มดีขึ้นตั้งแต่ ไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 (2016) และโตเกินความคาดหมายในปี 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออกก็ได้รับอานิสงส์ดังกล่าวเช่นกัน เศรษฐกิจไทยในปี 2560 ที่ผ่านมาจึงโตที่อัตรา 3.9% และจากแรงส่งจากภาคส่งออก ที่ส่งผ่านถึงภาคธุรกิจ และการลงทุนของเอกชนนั่นเอง ทำให้เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะโตที่ 4.2% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา…

Slide4

2. เงินบาทไทยจะยังคงแข็งค่า โดยเฉลี่ยปีนี้ 30 thb/usd

แม้ว่าการลดลงของขนาดงบดุลจะเป็นปัจจัยลดแรงผลักการแข็งค่าของเงินบาทได้บ้าง แต่เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานและ prospects ที่ดี ประกอบกับการที่เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน ทำให้เรามองว่าเงินบาทไทยจะยังคงแข็งค่า (relatively) ต่อไป โดยจะอยู่ที่ประมาณ 30 thb/usd โดยเฉลี่ยในปีนี้…

Slide12

 

3. กนง. จะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐ

ส่วนด้านนโยบายการเงินนั้น เรามองว่าจะยังคงไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในกรอบ 1-4% ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก การกระจายตัวของรายได้ยังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ภาคครัวเรือนยังมีภาระหนี้สินอยู่มาก และเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งอยู่นั่นเอง!!

Slide13

4. ขับเคลื่อนด้วย EEC

ในส่วนของโครงการ EEC นั้น เรามองว่าโอกาสเกิดขึ้นจริงมีสูงมาก โดยในขณะนี้ทางรัฐบาลได้ออกกฎหมายและกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการทำ PPP ในพื้นที่ EEC เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวให้ลุล่วง (ภายใต้ม.44) แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จและประกาศราชกิจจานุเบกษาในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดย พรบ. ดังกล่าวนี้จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการ EEC ให้เป็นรูปธรรมต่อไป (เมื่อยกเลิก ม.44 ไปแล้ว) โดย terms of reference สำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักทั้ง 5 นั้น (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา, aircraft maintenance, repair and overhaul (MRO) center, รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยอง และท่าเรือแหลมฉะบังและมาบตาพุด) จะแล้วเสร็จและประกาศเชิญชวนนักลงทุนเพื่อมาลงทุนร่วม (PPP) ภายในครึ่งแรกของปีนี้ และวางแผนว่าจะทำการคัดเลือกนักลงทุน และเซ็นสัญญาโครงการในช่วงปลายปี 2561 ซึ่งก็หมายความว่าการลงเม็ดเงินและการก่อสร้างจริงจะเกิดขึ้นในปี 2562 เป็นต้นไปนั่นเอง

Slide10

 

เมื่อได้เห็นข้อมูลเหล่านี้กันแล้ว!! นักลงทุนของไทยเราคงจะต้องปรับพอร์ตอย่างไรกันดี ?

ติดตามกันตอนต่อไปนะครับ

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่