5 เรื่องน่ารู้…ยามตลาดหุ้นขึ้นสูง (รู้ไว้ไม่ดอย)

1. ตลาดหุ้นขึ้น-ลง เป็นเรื่องปกติ

ในวันที่ตลาดหุ้นไทยยืนเหนือ 1,700 นั้น หลายๆ คนคงมีทั้งความรู้สึกมั่นใจ และลังเลใจคละเคล้ากันไป เพราะย้อนไปเมื่อสองเดือนเศษๆ ตลาดหุ้นไทยยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 1,640 จุดอยู่เลย ตอนนี้มันทะลุ 1,700 – 1,730 ไปแล้ว! บางคนมีหุ้น อยากขายก็ยังลังเล กลัวจะขึ้นต่อ แล้วกลายเป็นขายหมู บางคนอยากซื้อก็กลัวๆ ว่าจะติดดอย แต่ผมจะบอกว่า การขึ้นลงของหุ้นมันเป็นเรื่องปกติ และตลาดหุ้นมันพร้อมจะขึ้น และลงได้ทุกวินาที ฉะนั้น คำถามที่คุณควรจะถามตัวเองมากที่สุด ไม่ใช่ว่าวันนี้คุณควรซื้อหุ้น หรือขายหุ้น แต่ควรเป็น “คุณจะซื้อหุ้น หรือขายหุ้น เพราะอะไร ???”

2. ความเสี่ยงของการจับจังหวะตลาด

การซื้อขายบ่อยเกินความจำเป็น หรือการพยายามที่จะจับจังหวะการลงทุนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการลงทุนน้อยที่สุด แถมยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะตัดสินใจผิดพลาดด้วยซ้ำ เรื่องนี้มีบทวิจัยที่ช่วยยืนยัน โดยย้อนไปปี 1986 นิตยสาร Financial Analysts Journal ได้ตีพิมพ์บทวิจัยชิ้นนึง ซึ่งเป็นการศึกษาว่าเมื่อเราลงทุนในระยะยาว อะไรเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนของเรา และผลที่ออกมาต่างก็ทำให้หลายๆ คนแปลกใจ เพราะ การจับจังหวะตลาด มีผลต่อการลงทุนเพียง 2% เท่านั้น ในขณะที่ปัจจัยที่มีผลที่สุดคือ “การจัดสรรพอร์ต” หรือ Asset Allocation ที่มีผลต่อการทำกำไรถึง 93.6%

3. จง Focus ที่ตัวหุ้น/บริษัท

ในบทความครั้งก่อนได้พูดถึงกฏการลงทุนของ ปีเตอร์ ลินช์ อดีตผู้จัดการกองทุนชื่อดังที่สุดคนนึงในยุคปัจจุบัน โดย 1 ในนั้นมีการกล่าวถึงการลงทุนว่า “อย่าซื้อหุ้น เพียงเพราะคุณคิดว่ามันจะขึ้น และอย่าขายหุ้น เพียงเพราะคุณคิดว่าตลาดหุ้นกำลังจะถล่ม” แต่จงซื้อ หรือขายหุ้นนั้น เมื่อยามที่พื้นฐานของบริษัทมันเปลี่ยนแปลง จากบริษัทธรรมดา กลายเป็นสุดยอดบริษัท หรือจากสุดยอดบริษัท กำลังจะถดถอย…

4. ถ้าไม่ซื้อหุ้น คุณจะเอาเงินไปไว้ไหน ?

ในบรรดาสินทรัพย์ลงทุน หุ้นขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างผลตอบแทนได้ดีเป็นอันดับต้นๆ อยู่แล้ว ถ้าวันนี้คุณขายหุ้นเพียงเพราะว่าคิดว่ามันขึ้นมาเยอะ … วันนี้คุณจะเอาเงินไปไว้ไหน ? เงินฝาก ? ตู้เซฟที่บ้าน ? ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าคุณกำลังลืมคิดถึงเรื่อง “เงินเฟ้อ” เพราะในวินาทีที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ หลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเตรียมพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะเขาคาดว่าด้วยแนวโน้มของเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว มันกำลังดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น และเจ้าตัวเงินเฟ้อเนี่ยแหละ ที่จะทำให้เงินฝากในบัญชีของคุณมันมีค่าลดลงเรื่อยๆ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเอาเงินทั้งหมดมาใส่ในหุ้นนะ แต่คุณต้องจัดสรรกระเป๋าเงินตัวเองไว้ให้พอเหมาะ!!

5. การลงทุนเป็นเรื่องของเวลา

เมื่อคุณตัดสินใจลงทุนในหุ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ “การลงทุนเป็นเรื่องของเวลา” มันเป็นเรื่องของเวลาจริงๆ ไม่เชื่อคุณลองดูหุ้นใหญ่ๆ ในตลาดซิ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง AOT ที่ถ้าคุณซื้อหุ้นนี้ตอนต้นปี 2012 ที่ราคา 4 – 5 บาท (ราคา Par ใหม่) แล้วสิ้นปีคุณขายออกไปตอนราคา 8 – 9 บาท คุณได้กำไรอย่างน้อยๆ 1 เด้งในเวลาไม่ถึงปี แล้วคุณก็ออกจากตลาดไปอย่างมีความสุข… แต่วันนี้ หุ้นตัวนี้ราคาอยู่ราวๆ 66 บาท หรือขึ้นมา 10 กว่าเท่าในเวลาเพียง 5 ปีเศษๆ เท่านั้นเอง เรื่องนี้มันกำลังบอกคุณว่า “ถ้าคุณลงทุนในหุ้นถูกตัว แล้วคุณให้เวลามันให้มากพอ เรียนรู้ที่จะทนรวยได้ หุ้นนั้นจะเป็นเครื่องผลิตเงินให้คุณเอง” หรือที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า “Big Shot” นั่นแหละครับ

สุดท้ายแล้ว…

ในช่วงเวลาที่หุ้นไทยกำลังติดลมบนแบบนี้ ใครที่ยังลังเล ไม่รู้จะซื้อหรือขาย “เราลองมองดัชนีให้น้อยลง แล้วกลับมามองหุ้นในพอร์ตให้มากขึ้น” มาอัพเดทว่าหุ้นนั้นยังมีโอกาสทางธุรกิจอยู่ไหม ผลกำไรมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ผมเชื่อว่าคุณจะได้คำตอบที่ตามหาอยู่อย่างแน่นอน!!

marc

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

5 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

    1. วัน

      ขอบคุณสำหรับบทความนี้ กำลังตัดสินใจไม่ถูกกับภาวะตลาดแบบนี้ ทำให้ได้คำตอบแล้ว ต้องขอขอบคุณ คุณภาววิทย์ด้วยค่ะ

  1. iAmPm

    บทความนี้ ถือว่าเป็นการดึงสติ การลงทุน ให้คิดทั้งสองทาง ดีครับ

แสดงความคิดเห็น