มือใหม่เข้าใจ TFEX : ตอนที่ 3 การวางหลักประกัน

โดน Call Margin ต้องทำอย่างไร? ต้องเติมเงินมั้ย? จำนวนเงินเท่าไหร่?

เนื่องจากการลงทุนใน TFEX นอกจากการนำเงินมาวางเป็นหลักประกันก่อนการซื้อขายแล้ว เรายังต้องรักษาระดับหลักประกันให้อยู่เกณฑ์ที่กำหนดอีกด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ระดับหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดล่ะ จะทำอย่างไร!? ในบทความนี้ เรามีคำตอบให้คุณค่ะ…

รู้ได้อย่างไรว่าโดน Call Margin ??

ดูได้จากหน้าจอ Streaming เลือกหัวข้อ Portfolio ถ้าหลักประกัน (Equity) ลดลงต่ำกว่า จะปรากฎจำนวนเงินที่ต้องเติม

8

9

Equity คือเงินที่มีอยู่ทั้งหมด หลังหักผลกำไร/ขาดทุนแล้ว

EE (Excess Equity) เป็นเงินส่วนที่เหลือหลังหักเงินประกันจากการเปิดสัญญาไปแล้ว สามารถนำเงินส่วนนี้มาเปิดสถานะเพิ่มได้

MR หลักประกันขั้นต้น ที่ต้องมีก่อนเปิดสถานะสัญญา

MM (Maintenance Margin) หลักประกันรักษาสภาพ ตลอดเวลาที่ถือสัญญาจะต้องมีเงินมาวางไม่ต่ำกว่าระดับนี้ มิฉะนั้นจะถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม “Margin Call”

Force หลักประกันบังคับดำเนินการ ถ้า Equity ต่ำกว่าระดับนี้จะถูกบังคับปิดสถานะ หรือต้องนำเงินมาวางเพิ่มภายในวัน

 

กรณีที่ 1 กรณีที่ Equity < MM

ณ สิ้นวันที่มีการเปิดสัญญา (วันที่ T) หาก Equity ลดลงต่ำกว่าระดับ MM จะถูกเรียกเงินประกันเพิ่มเท่ากับยอด MC (Margin Call) เพื่อทำให้ Equity กลับมาเท่ากับระดับ MR ภายใน 15.55 น. ของวันทำการถัดไป (วันที่ T+1)

10

สามารถดำเนินการได้ในวันที่ T+1 ก่อน 15.55 น. ดังนี้

1 นำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่ม หรือ ปิดสถานะ

2 ปิดสถานะบางส่วนและนำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มบางส่วน

หากไม่ดำเนินการให้ทันตามเวลาดังกล่าว จะถูกดำเนินการดังนี้

1 ถูก Lock Open (ไม่ให้เปิดสถานะเพิ่ม)

2 ถูกบังคับปิดสถานะภายใน 10:45 น. ของวันที่ T+2

 

* หมายเหตุ หากรอจนวันที่ T+2 แล้วตลาดปรับตัว ทำให้ Equity > MM แต่ท่านยังคงมีภาระที่ต้องดำเนินการข้างต้นอยู่

ตัวอย่าง (กรณีที่ 1)

8

นาย ก. วางหลักประกันขั้นต้น จำนวน 100,000 บาท เพื่อเปิดสถานะสัญญาซื้อ SET50 Index Futures หรือ Open Long S50M16 จำนวน 10 สัญญา ที่ 890 จุด ณ สิ้นวัน SET50 Index Futures ลดลงเป็น 865 จุด

ขาดทุนจากการ Mark to Market = [ (890 – 865)*200 ]*10 สัญญา = 50,000 บาท ทำให้บัญชีหลักประกันการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (Equity) ลดลงเป็น (100,000 – 50,000) = 50,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Total MM) ที่ 59,850 บาท

50

ทางโบรกเกอร์จะเรียกเก็บหลักประกันเพิ่ม (MC) = Total MR – Equity

= 85,500 – 50,000

= 35,500 บาท เพื่อให้กลับมาที่ระดับหลักประกันขั้นต้น 85,500 บาท

หมายเหตุ นาย ก. จะต้องวางเงินประกันเพิ่มให้ทันภายในวันที่ T+1 ก่อนตลาดอนุพันธ์ปิดทำการ1 ชั่วโมง (หรือภายใน 15.55 น. ของวันที่ T+1)

กรณีไม่ได้นำเงินมาวางภายในเวลาที่กำหนด

นาย ก. จะถูกบังคับปิดสถานะสัญญา เท่ากับ หลักประกันเพิ่ม  = MC / MR

= 35,500 / 8,550 = 4.15 สัญญา หรือประมาณ 5 สัญญา

 

กรณีที่ 2  กรณีที่ Equity < Force

ในระหว่างปิดทำการภาคเช้า หาก Equity ลดลงต่ำกว่าระดับ Force จะถูกเรียกเงินประกันเพิ่มเท่ากับยอด MC เพื่อทำให้ Equity กลับมาเท่ากับระดับ MM ภายใน 15.55 น. ของวันที T

11

สามารถดำเนินการได้ ดังนี้

1 นำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่ม หรือ ปิดสถานะ

2 ปิดสถานะบางส่วนและนำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มบางส่วน

หากไม่ดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

จะถูกบังคับปิดสถานะทันที

 

 

* หมายเหตุ หากตลาดปรับตัวแล้วทำให้ Equity > Force แต่ท่านยังคงมีภาระที่ต้องดำเนินการข้างต้นอยู่

ตัวอย่าง (กรณีที่ 2)

8

นาย ง. วางหลักประกันขั้นต้น จำนวน 100,000 บาท เพื่อเปิดสถานะสัญญาซื้อ SET50 Index Futures หรือ Open Long S50M16 จำนวน 10 สัญญา ที่ 890 จุด ปรากฏว่าระหว่างวันราคา S50M16 อยู่ที่ 850 จุด

ขาดทุนจากการ Mark to Market แบบ Real-time = [( 890 – 850 )*200]*10 = 80,000 บาท ทำให้บัญชีหลักประกันการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าลดลงเป็น (100,000 – 80,000) = 20,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าระดับหลักประกัน Force ที่ 25,650 บาท

51

ทางโบรกเกอร์จะเรียกเก็บหลักประกันเพิ่ม (MC) = Total MM – Equity

= 59,850 – 20,000

= 39,850 บาท เพื่อให้กลับมาที่ระดับหลักประกันรักษาสภาพ 59,850 บาท

หมายเหตุ นาย ง. จะต้องวางเงินประกันให้ทันภายในวันที่ T ก่อนตลาดอนุพันธ์ปิดทำการ 1 ชั่วโมง (หรือภายใน 15.55 น. ของวันที่ T)

กรณีไม่ได้นำเงินมาวางภายในเวลาที่กำหนด

นาย ง. จะถูกบังคับปิดสถานะสัญญา เท่ากับ หลักประกันเพิ่ม  = MC / MM

= 39,850 / 5,985 = 6.65 สัญญา หรือประมาณ 7 สัญญา

บทความนี้เป็นประโยชน์กับท่านหรือไม่

แสดงความคิดเห็น